Office of Academic Resources
Chulalongkorn University
Chulalongkorn University

Home / Help

TitleMeasuring safety culture attitude of health professionals at King Narai Hospital, Lop Buri Province, Thailand / Nachaphun Sukhuim = การวัดระดับทัศนคติเกี่ยวกับวัฒนธรรมความปลอดภัยในบุคลากรสายวิชาชีพของโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี ประเทศไทย
Author นชพรรณ สุขนิ่ม
Imprint 2011
Connect tohttp://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/28260
Descript xii, 95 leaves : ill., charts, maps

SUMMARY

The objectives of this of study were to describe and compare the characteristics of perception in terms of attitude on existing safety culture among health professionals both on themselves and on health team of King Narai Hospital. It was a cross-sectional study with a total of 380 respondents comprising of physicians, dentists, registered nurses, technicians, pharmacists, physical therapists, academicians, and dieticians. Data collection was from January-February 2012. The research tool was the survey questionnaire from Hospital Survey On Patient Safety Culture authorized by the Agency for Healthcare Research and Quality, the United States of America, and the Thai version from the Clinical Research Collaboration Network jointly with the Research for Quality. This study earned the ethics committee’s approval for research in human at King Narai Hospital on 30 December 2011. Descriptive statistics (frequency, percentage, mean, and standard deviation) was employed for data analysis and inferential statistics of One-way ANOVA was used to test the relationship between independent and dependent variables. The result revealed that, over all, the 8 categories of health professionals had positive attitude on safety culture with no difference. The highest mean was the dimension of learning organization or continuous development, mean score was (3.89 ± 0.60) while the dimension of staffing had the lowest mean (3.10 ± 0.74). The health professional category with the most positive attitude was registered nurses while pharmacists were the least. The level of highest acceptance for patient safety was 55.52%. Future research should take into consideration other groups working at the Hospital and should not be limited only to health professionals. The acquired information should be used to encourage the executives for serious participation and for making an improvement. It should also be used to issue the policy so as to urge the Hospital’s personnel to be aware of safety both for themselves and for service receivers/patients. This would serve as the deep-rooted culture aimed to reduce various potential risky situations for continuous improvement with purposive goals. It would also help promoting safety culture, bringing about quality culture, and enabling learning culture in the future.
วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้เพื่ออธิบายและเปรียบเทียบลักษณะการรับรู้ในด้านทัศนคติเกี่ยวกับวัฒนธรรมความปลอดภัยในปัจจุบัน ระหว่างบุคลากรสายวิชาชีพ ที่มีต่อตนเองและทีมสุขภาพต่อองค์กร การศึกษานี้ เป็นการศึกษาแบบตัดขวาง (cross-sectional study) กลุ่มตัวอย่าง 380 รายส่งแบบสอบถามกลับ ซึ่งประกอบด้วย แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักเทคนิคการแพทย์ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด นักวิชาการสาธารณสุข และนักโภชนาการ เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2555 โดยนำแบบสำรวจชื่อ Hospital Survey On Patient Safety Culture ซึ่งได้รับอนุญาตให้นำมาใช้จาก Agency for Healthcare Research and Quality ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีการแปลฉบับภาษาไทยจาก เครือข่ายคลินิกสหสถาบัน(CRCN)ร่วมกับการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพ(R4Q) การศึกษาในครั้งนี้ได้ผ่านการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ของโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2554 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงบรรยาย (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอ้างอิง One- way ANOVA เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม
ผลการศึกษาพบว่าทั้ง 8 วิชาชีพ มีทัศนคติเกี่ยวกับวัฒนธรรมความปลอดภัยในเชิงบวกไม่แตกต่างกันในภาพรวม ค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือมิติการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้หรือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ค่าเฉลี่ยคือ 3.89 ± 0.60 และมิติของการจัดคนทำงานน้อยที่สุด มีค่าเฉลี่ยคือ 3.10 ± 0.74 ตามลำดับ วิชาชีพที่มีทัศนคติในด้านบวกดีที่สุดคือพยาบาล โดยมีเภสัชกรเป็นลำดับสุดท้ายกล่าวคือกลุ่มวิชาชีพเภสัชกรมีทัศนคคติด้านความปลอดภัยต่ำที่สุดใน 8 วิชาชีพ ระดับความปลอดภัยของผู้ป่วยอยู่ในระดับที่ยอมรับได้มากที่สุด 55.52% การศึกษาในอนาคตควรคำนึงถึงกลุ่มคนอื่นๆ ที่ทำงานในโรงพยาบาลโดยไม่จำกัดเฉพาะสายวิชาชีพ การทำให้ผู้บริหารมีส่วนร่วมอย่างจริงจังและนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไขหรือสร้างนโยบายเพื่อให้บุคลากรในโรงพยาบาลตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงานทั้งต่อตนเองและต่อผู้รับบริการเพื่อปลูกฝังให้เป็นวัฒนธรรมหยั่งรากลึก ลดภาวะเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นซึ่งจะนำไปใช้ในการพัฒนาปรับปรุงการดำเนินการอย่างมีจุดหมายมากขึ้น เสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย นำไปสู่วัฒนธรรมคุณภาพ และวัฒนธรรมการเรียนรู้ในอนาคต


Medical personnel -- Attitudes -- Thailand Perception Safety education -- Thailand System safety Hospitals -- Administration -- Thailand บุคลากรทางการแพทย์ -- ทัศนคติ -- ไทย การรับรู้ นิรภัยศึกษา -- ไทย ความปลอดภัยของระบบ โรงพยาบาล -- การบริหาร -- ไทย

LOCATIONCALL#STATUS
College of Public Health Sciences Library : ThesisThesis N119M 2011CHECK SHELVES

Chulalinet's Book Delivery Request




Location



Office of Academic Resources, Chulalongkorn University, Phayathai Rd. Pathumwan Bangkok 10330 Thailand

Contact Us

Tel. 0-2218-2929,
0-2218-2927 (Library Service)
0-2218-2903 (Administrative Division)
Fax. 0-2215-3617, 0-2218-2907

Social Network

  line

facebook   instragram