Authorนิรมล ธรรมาเจริญราช
Titleการตรวจหา ดี เอ็น เอ ของเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในซีรัม ที่ให้ผลบวกเฉพาะ Anti-HBc โดยวิธี Ultrasensitive PCR / นิรมล ธรรมาเจริญราช = Detection of hepatitis B virus from patients with anti-HBC as the only marker of HBV infection by ultrasensitive PCR / Niramol Thammacharoenrach
Imprint 2547
Connect tohttp://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/3933
Descript xii, 74 แผ่น : ภาพประกอบ, แผนภูมิ

SUMMARY

The serological diagnosis is the major method to determine hepatitis B virus (HBV) infection. The major serological markers for HBV are HBsAg, Anti-HBs and Anti-HBc. The presence of anti-HBc as the only serological marker for HBV is usually interpreted as follow; low titer of HBV, interference of HBsAg synthesis by coinfection with HCV and mutation of S gene especially in "a" determinant in HBsAg and the past history of infection with undetectable anti-HBs. In order to test this hypothesis we develop ultrasensitive PCR for HBV DNA detection. The clinical specimens are from patients in King Chulalongkorn Memorial Hospital during July 2003 to May 2004. Of the 158 specimens, 8 (5.06%) were HBV DNA positive. Half of the HBV DNA positive samples were detected by ultrasensitive PCR method. All samples have viral load <200 copies/ml when detected by Cobas Amplicor HBV Monitor[superscript TM] Test (Roche Diagnostic,USA). The ultrasensitive PCR can increase the detection sensitivity up to 4 fold. Interference of HCV infection is not involved in our study. The mutation in "a" determinant were found in five samples with amino acid substitution in many positions. According to our finding, the most probable reason of undetectable HBsAg in only anti-HBc positive marker is the very low virus titer which is below the detection limit of the serological assays.
ปัจจุบันการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (HBV) ใช้วิธีทาง Serological diagnosis ซึ่ง marker ที่สำคัญ คือ HBsAg, Anti-HBs และ Anti-HBc ซึ่งสามารถวินิจฉัยได้ว่ามีหรือไม่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี การให้ผลบวกเฉพาะ Anti-HBc เพียงอย่างเดียวนั้น ส่วนใหญ่แปลผลว่าเคยได้รับเชื้อมาก่อน แต่ได้มีการศึกษาทางชีวโมเลกุล พบว่าบางรายตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ได้ สาเหตุที่ผลทาง Serology ไม่สามารถตรวจพบ HBsAg ได้นั้นอาจเกิดขึ้นจากมีเชื้อไวรัสปริมาณน้อยเกินกว่าที่จะตรวจพบ มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี ร่วมด้วย และการเกิด Mutation ของ S-gene โดยเฉพาะตำแหน่ง "a" determinant ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้าง HBsAg ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้ จึงนำเทคนิค nested PCR และ Ultrasensitive PCR มาช่วยในการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในสิ่งส่งตรวจที่ให้ผลบวกเฉพาะ anti-HBc เพียงอย่างเดียว สิ่งส่งตรวจจากการศึกษานี้ได้มาจากผู้ป่วยที่เข้าตรวจและรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระหว่างเดือน กรกฎาคม 2546 ถึง พฤษภาคม 2547 จำนวน 158 ตัวอย่าง ผลการศึกษาพบ สิ่งส่งตรวจ 8 ราย (5.06%) ที่ให้ผลบวกเมื่อตรวจโดยใช้เทคนิค PCR ซึ่ง 4 ราย (50%) ของการตรวจพบ HBV DNA มาจากการใช้เทคนิค ultrasensitive PCR และเมื่อนำไปตรวจวัดปริมาณไวรัสด้วย Cobas Amplicor HBV Monitor[superscript TM] Test (Roche diagnostic, Usa) ได้ค่า <200 copies/ml แสดงว่า มีปริมาณไวรัสน้อยจนไม่สามารถตรวจพบ HBsAg ได้ ซึ่งการใช้เทคนิค ultrasensitive PCR สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจเชื้อ HBV ได้ สำหรับการตรวจ Anti-HCV พบผลบวกต่อ Anti-HCV ในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 10 ตัวอย่าง (6.33%) ซึ่งทั้ง 10 ตัวอย่างตรวจไม่พบ HBV DNA แสดงว่า การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี ไม่มีผลเกี่ยวข้องต่อการสร้าง HBsAg ส่วนตัวอย่างที่ตรวจพบ HBV DNA นำมา sequence ส่วนของ S gene เพื่อหา mutation ที่ตำแหน่ง "a" determinant พบตัวอย่าง 5 ใน 8 ราย เกิด amino acid substitution ที่ตำแหน่งแตกต่างกันไป ดังนั้นการเกิด mutation ในส่วนของ "a" determinant อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตรวจไม่พบ HBsAg แต่สาเหตุหลักที่น่าจะเป็นไปได้ คือไวรัสมีปริมาณน้อยเกินกว่าที่จะสามารถตรวจด้วยวิธีทาง serological assays ได้


DNA Serodiagnosis Hepatitis B virus Infection การติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบี ดีเอ็นเอ

LOCATIONCALL#STATUS
Central Library @ Chamchuri 10 : Thesis470276LIB USE ONLY