Office of Academic Resources
Chulalongkorn University
Chulalongkorn University

Home / Help

TitleColony migration of the giant honeybee, Apis dorsata Fabr. / Ratna Bahadur thapa = การอพยพของผึ้งหลวง Apis dorsata Fabr.
Author รัตนา บาฮาดูร์ ทาพา
Imprint 1998
Connect tohttp://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/12516
Descript xiii, 102 leaves : ill., charts

SUMMARY

Migratory behavior of the giant honeybee; Apis dorsata F. was observed in northern Thailand from 1995-1998. Relatedness of colonies was determined using three microsatellite loci (A14, A88 and B124). The microsatellite results demonstrate that the colonies seasonally occupied the same nest site were not related. The results suggest that A. dorsata swarms probably do not return to their parental nest sites after migration. The genetic results of aggregated colonies on a single support demonstrate that aggregated colonies were combination of related and unrelated colonies. However, related colonies were nested far away (>2.5 m) whereas and unrelated colonies nested closer. The results suggest that related swarms preferentially migrated a short distance whereas the unrelated swarms preferentially nested closer in order to provide mutual defense and to enhance outbreeding. The migratory observations indicate that A. dorsata seasonally altered their nest site. In winter (January) when the ambient temperature dropped below 16 ํC, A. dorsata started to migrate due to unable to maintain their optimum brood nest temperature (>35 ํC). Wind speed (>29 km/h) also induced colony migration by dislodging their nests. Similarly predators caused all colony migration whereas parasite pressure seems negligible.
การศึกษาพฤติกรรมการอพยพตามฤดูกาลของผึ้งหลวง, Apis dorsata F. บริเวณภาคเหนือของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2538-2541 โดยการหาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของผึ้งแต่ละรังโดยใช้ microsatallite 3 ตำแหน่ง (A14, A88 และ B124) ผลการวิเคราะห์นี้แสดงว่าผึ้งที่อพยพกลับมายังรังเดิม ไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมหรือเป็นญาติกับผึ้งรุ่นเก่าเลย แสดงให้เห็นว่าผึ้งรุ่นที่อพยพไปหรือญาติของผึ้งนั้นไม่น่าจะกลับมาสร้างรังในที่เดิมอีก การศึกษาพันธุกรรมของผึ้งที่ทำรังอยู่เป็นกลุ่มในบริเวณที่จุดเดียวกัน พบว่าประกอบด้วยกลุ่มของผึ้งที่มีความสัมพันธ์กันทางพันธุกรรมและไม่มีความสัมพันธ์กันทางพันธุกรรม โดยรังที่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกันจะอยู่ห่างมากกว่ารังที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกัน (ห่าง 2.5 เมตร) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผึ้งที่แยกรังไปแล้ว จะย้ายไปไม่ไกลจากรังเดิมมากนัก ขณะที่ผึ้งรังที่ไม่มีความสัมพันธ์กันทางพันธุกรรมจะสร้างรังอยู่ใกล้กันมากกว่า เพื่อให้เกิด mutual defense และเพิ่มโอกาสของการผสมพันธุ์ระหว่างผึ้งรังที่มีพันธุกรรมต่างกันให้สูงขึ้น การติดตามการอพยพตามฤดูกาลของผึ้งหลวง พบว่าเกิดขึ้นในฤดูหนาว (มกราคม) เมื่ออุณหภูมิของอากาศลดลงต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส ผึ้งหลวงจะเริ่มมีการอพยพ เนื่องจากผึ้งไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในรัง ให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับตัวอ่อน (มากกว่า 35 องศาเซลเซียส) ได้ นอกจากนั้นเมื่อลมมีความเร็วมากกว่า 29 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะกระตุ้นให้มีการอพยพมากขึ้น ส่วนการล่าและตีรังเพื่อเก็บน้ำผึ้งโดยมนุษย์เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้มีการอพยพของผึ้งหลวง ขณะที่อิทธิพลของปาราสิตผึ้งจะไม่มีผลต่อการอพยพเลย


Migration Honeybee ผึ้งหลวง การย้ายถิ่น ปริญญาดุษฎีบัณฑิต

LOCATIONCALL#STATUS
Science Library : Thesisวพ.2541 / 2068CHECK SHELVES

Chulalinet's Book Delivery Request




Location



Office of Academic Resources, Chulalongkorn University, Phayathai Rd. Pathumwan Bangkok 10330 Thailand

Contact Us

Tel. 0-2218-2929,
0-2218-2927 (Library Service)
0-2218-2903 (Administrative Division)
Fax. 0-2215-3617, 0-2218-2907

Social Network

  line

facebook   instragram