[
Scroll down for the English version]
.
TAIC ได้รับเกียรติเข้าร่วมงาน Shared Heritage Forum ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 23–24 กันยายนที่ผ่านมา โดยนาง Margriet Leemhuis เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับผู้ร่วมงานและกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรม Crowne Plaza Bangkok Lumpini Park กรุงเทพฯ ก่อนต่อด้วยการลงพื้นที่ภาคสนามที่อยุธยาในวันถัดมา
.
งานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ "Mapping the Material Culture of a Maritime World" ไฮไลต์สำคัญคือปาฐกถาหลักโดย Prof. R. Michael Feener ผู้อำนวยการโครงการสำรวจมรดกเอเชียทางทะเล Maritime Asia Heritage Survey (MAHS) ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (CSEAS) มหาวิทยาลัยเกียวโต เรื่อง "Mapping the Material Culture of a Maritime World: The Maritime Asia Heritage Survey Archive as a Source Base for the History of the Dutch in the Indian Ocean World” ซึ่งว่าด้วยการสำรวจมรดกวัฒนธรรมทางทะเล: คลังข้อมูลของ MAHS กับการศึกษาประวัติศาสตร์ชาวดัตช์ในมหาสมุทรอินเดีย
.

MAHS คลังมรดกดิจิทัลที่ทุกคนเข้าถึงได้ฟรี
.
โครงการ MAHS มีเป้าหมายในการบันทึกมรดกทางประวัติศาสตร์และแหล่งโบราณคดีทางทะเลที่เสี่ยงสูญหายจากการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติและจากภัยธรรมชาติให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล มีพื้นที่ทำงานอยู่บริเวณชายฝั่งและหมู่เกาะในเอเชียตอนใต้ ครอบคลุม มัลดีฟส์ อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญมาหลายศตวรรษ ดึงดูดนักเดินทางจากอีกซีกโลก เช่น ชาวดัตช์ และชาวโปรตุเกส ให้เดินทางเข้ามาสำรวจ ค้าขาย ขยายอำนาจ เกิดการแลกเปลี่ยนและผสมผสานวัฒนธรรมอันซับซ้อนที่ยังเหลือร่องรอยมาจนปัจจุบัน โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเครื่องมือในการศึกษา
.
เช่น โดรนไลดาร์ (LiDAR Drone) ใช้แสงเลเซอร์สแกนพื้นที่ เก็บข้อมูลเป็นจุดเล็กๆ นับล้านจุด (point cloud) ซึ่งประกอบกันเป็นภาพ 3 มิติ ที่แม่นยำระดับเซนติเมตร, การสร้างโมเดลสามมิติจากภาพถ่าย (Photogrammetry) คือการนำภาพถ่ายวัตถุ หรืออาคาร จากหลายมุมมาประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ จนได้แบบจำลองเสมือนจริงทั้งรูปทรง สัดส่วน และสีสัน, และระบบพิกัด RTK GPS ใช้ดาวเทียมระบุตำแหน่ง ของโมเดล 3 มิติ แบบสถาปัตยกรรม และแผนที่ของแหล่งมรดกวัฒนธรรมให้ตรงกับสถานที่จริง รวบรวมขึ้นเป็นคลังข้อมูลที่ทุกคนเข้าใช้ได้ฟรี (Open Access)
.
ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้ ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของชาวดัตช์ที่เคยล่องเรือเดินทางอยู่ในภูมิภาคนี้ที่ใกล้จะเลือนหายทั้งจากการกัดเซาะของชายฝั่งและภัยธรรมชาติ ก็ได้รับการต่อลมหายใจอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นป้อมปราการขนาดเล็กใหญ่ที่กระจายอยู่ในอินโดนีเซีย เครื่องกระเบื้อง ปืนใหญ่ จารึกหลุมฝังศพ บันไดทางเดิน ไปจนถึงหนังสือแต่งตั้ง เอกสารมอบสิทธิในที่ดินระดับหมู่บ้าน ซึ่งมักไม่ได้ถูกส่งไปเก็บในหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่กรุงเฮก ล้วนสะท้อนภาพความสัมพันธ์หลากหลายระดับ
.
ตั้งแต่ระหว่างชาติมหาอำนาจทางทะเลในขณะนั้น การยื้อแย่งแข่งขันระหว่างเนเธอร์แลนด์และโปรตุเกส ทั้งระหว่างเจ้าอาณานิคมและผู้ปกครองท้องถิ่น และลงลึกไปถึงระดับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ดัตช์กับชาวบ้านทั่วไป Prof. Feener จึงชวนให้มองมรดกร่วมเป็น "entangled heritage" หรือมรดกที่พันเกี่ยวกัน ซึ่งไม่ได้มีแค่การปกครองจากบนลงล่างหรือมิตรภาพทางการค้า แต่รวมถึงการตอบโต้และต่อรองของคนท้องถิ่นด้วย
.

ตามหาร่องรอยดัตช์ที่ปัตตานี โดย ดร.กุลพัชร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
ดร.กุลพัชร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา หัวหน้าทีมนักวิจัยภาคสนาม MAHS ประเทศไทย บรรยายหัวข้อ “Mapping the Dutch Presence in Patani: Interpreting the Historic Urban Landscape through LiDAR Analysis and Layers of Cultural Memory" บอกเล่าถึงการศึกษาร่องรอยของดัตช์ในปัตตานี
.
ทั้งนี้ เดิมประเทศไทยไม่ได้อยู่ในแผนของโครงการ ซึ่งมุ่งศึกษาตามแนวไหล่ทวีปที่เชื่อมต่อกับทะเลใหญ่ กระทั่ง รศ.ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ติดต่อเชิญ Prof. Feener มายังประเทศไทย และแจ้งความพร้อมของมหาวิทยาลัยศิลปากรทั้งด้านงานวิจัย อุปกรณ์ และผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ ประเทศไทยจึงได้เข้าร่วมโครงการในเวลาต่อมา
.
ปัตตานีเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ทีมวิจัยไทยเลือกศึกษา ด้วยเป็นเมืองท่าที่ชาวดัตช์ล่องเรือมาค้าขายอยู่ราว 21 ปี ระหว่าง ค.ศ. 1601-1622 และมีการตั้งสถานีการค้า แต่ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยของสถาปัตยกรรมใดๆ ให้เห็นแม้แต่หลังเดียว คำถามสำคัญของงานวิจัยนี้คือ จะทำแผนที่การมีอยู่ของชาวดัตช์ได้อย่างไร เมื่อไม่เหลืออาคารให้เห็นแล้ว?
.
บันทึกทางประวัติศาสตร์จากนักเดินทางในศตวรรษที่ 16-17 เล่าถึงการเดินทางมาถึงปัตตานีไว้ค่อนข้างชัดเจน เรือสินค้าต้องทอดสมออยู่นอกชายฝั่ง ทั้งคนและสินค้าจะต้องย้ายมาลงเรือเล็กมาขึ้นฝั่งในช่วงน้ำขึ้น ต้องเดินบนแผ่นไม้ข้ามโคลน สถานีการค้าของดัตช์ตั้งอยู่ใกล้น้ำ จากนั้นขี่ช้างเดินทางลึกเข้าไปในแผ่นดินจนถึงโกตา (Kota) หรือเขตพระราชวังใจกลางปัตตานี
.
ข้อมูลเหล่านี้ฉายให้เห็นลักษณะภูมิประเทศของเมืองท่าปัตตานี ทีมสำรวจจึงใช้ LiDAR สร้างแผนที่ภูมิประเทศของบริเวณเมืองเก่าปัตตานีขึ้น เปรียบเทียบกับบันทึกทางประวัติศาสตร์และสภาพพื้นที่จริงในปัจจุบัน การบินโดรนเก็บข้อมูลในพื้นที่ละเอียดอ่อนอย่างปัตตานีไม่ใช่เรื่องง่าย ดร.กุลพัชร์ และ Prof. Feener ต้องทำความเข้าใจและประสานกับชุมชน หน่วยงานรัฐ และฝ่ายความมั่นคงอย่างใกล้ชิด
.
ประเด็นที่น่าสนใจคือ "กาแลเบอลันดา" (Kalae Belanda) หรือคลองดัตช์ คลองที่ถูกจดจำและสืบทอดชื่อต่อกันมา ตั้งอยู่ในย่านท่าเรือของชาวต่างชาติซึ่งมีหลักฐานเอกสารยืนยัน ดร.กุลพัชร์ ชี้ให้เห็นแนวที่อาจเป็นคลองนี้บนแผนที่ LiDAR ซึ่งยังคงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไป และแม้สิ่งปลูกสร้างจากอดีตจะไม่มีเหลือให้เห็นแล้ว แต่ร่องรอยของชาวดัตช์ยังซ่อนอยู่ในเรื่องราวระหว่างบรรทัดของบันทึกในประวัติศาสตร์ ยังซ่อนอยู่ในลักษณะภูมิประเทศ และในความทรงจำของผู้คน
.
TAIC ขอชวนทุกคนเข้าไปสำรวจคลังมรดกวัฒนธรรมของ MAHS ได้ที่
https://maritimeasiaheritage.cseas.kyoto-u.ac.jp/ ซึ่ง Prof. Feener คาดว่าข้อมูลชุดสมบูรณ์จะขึ้นครบภายในเดือนเมษายน 2027 ผู้ใช้สามารถค้นได้ทั้งจากแผนที่และคำค้น, มี Manuscript Viewer เปิดดูภาพต้นฉบับตัวเขียนภาษาต่างๆ เช่น อาหรับ มลายู ไทย และบาลี ได้แบบซูมลึก (deep-zoomจนเห็นรายละเอียดของลายมือและเนื้อกระดาษได้ชัดเจน, ดูวิดีโอพาชมสถานที่แบบมุมสูง หมุนสำรวจโมเดล 3 มิติได้รอบทิศทาง และดาวน์โหลดไฟล์ point cloud และไฟล์ photogrammetry ได้จากฐานข้อมูล ซึ่งเชื่อมต่อไปยังแพลตฟอร์ม Sketchfab และ OpenHeritage3D, บันทึกประวัติศาสตร์บอกเล่า (Oral History) และวิดีโอบันทึกการทำงานภาคสนามของทีม MAHS ในประเทศต่างๆ
.
คลังข้อมูลชุดนี้เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการการศึกษา คนทำงานด้านสารสนเทศและการจัดการข้อมูล นักอนุรักษ์ คนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ไปจนถึงแวดวงศิลปินและนักออกแบบ เพราะประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่ผ่านเลยไปแล้วเท่านั้น แต่คือวัตถุดิบให้ทุกคนต่อยอดขยายขอบฟ้าทางความคิดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่เสมอ
.
ขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยสำหรับกิจกรรมดีๆ ในครั้งนี้ด้วยค่ะ
.

Tracing the Dutch in Maritime Asia through the MAHS digital archive
On 23–24 September, TAIC joined the Shared Heritage Forum, "Mapping the Material Culture of a Maritime World," hosted by the Embassy of the Kingdom of the Netherlands in Thailand. H.E. Mrs. Margriet Nieske Leemhuis opened the forum in Bangkok, followed by a field program in Ayutthaya.
.
In his keynote, Prof. R. Michael Feener, Director of the Maritime Asia Heritage Survey (MAHS) at Kyoto University's CSEAS, showed how the MAHS archive opens up the history of the Dutch in the Indian Ocean world. Using LiDAR drones, photogrammetry and RTK GPS, MAHS documents endangered heritage across the Maldives, Indonesia and Thailand, from forts and ceramics to gravestones and village-level documents rarely found in the larger archives in The Hague. He invited us to see this as "entangled heritage," shaped not only by colonial power and trade but also by local response and negotiation.
.
Dr. Kullaphut Seneevong Na Ayudhaya, Field Team Leader of MAHS Thailand, asked how to map the Dutch presence in Patani, where no Dutch building survives after 21 years of trade (1601–1622). His team combined historical accounts of arrival by sea with LiDAR mapping of the old city. They also traced Kalae Belanda, a remembered "Dutch canal" that is still being studied.
.
With thanks to the Embassy of the Kingdom of the Netherlands in Thailand.