เงินเดือน 800 บาท พร้อมค่าเช่าบ้านอีก 80 บาท คือรายได้ต่อเดือนที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรได้รับมาตั้งแต่เริ่มรับราชการในกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2466 ถึง พ.ศ. 2489 โดยไม่เคยได้รับการปรับขึ้นเลยแม้แต่บาทเดียวนานกว่า 23 ปี ภาวะเงินเฟ้อและความยากลำบากในการดำรงชีวิต ทำให้ท่านเกือบได้เปลี่ยนไปรับตำแหน่งอาจารย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเกือบตัดสินใจทิ้งทุกอย่างเพื่อเดินทางกลับประเทศอิตาลีเป็นการถาวร
.
จาก “คอร์ราโด เฟโรชี” สู่บิดาผู้วางรากฐานศิลปะสมัยใหม่ของไทย
ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2435 เป็นศิลปินชาวอิตาลีผู้มีฝีมือโดดเด่น มีอัจฉริยภาพทางศิลปะมาตั้งแต่เยาว์วัยจนสามารถเข้าศึกษาที่สถาบันวิจิตรศิลป์แห่งเมืองฟลอเรนซ์ได้ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี และเป็นอาจารย์ประจำสถาบันในเวลาต่อมา
.
ต่อมาเมื่อพ.ศ. 2466 ขณะอายุได้ 31 ปี ท่านได้รับการว่าจ้างจากรัฐบาลไทยให้มารับราชการในตำแหน่ง "ปติมากร" กรมศิลปากร ศาสตราจารย์เฟโรชีได้สร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมรูปเหมือนบุคคลสำคัญไว้มากมาย ทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดศิลปะสมัยใหม่ ในยุคที่วงการศิลปะไทยยังยึดถืออยู่กับขนบเดิมๆ ด้วยความมุ่งหวังให้ศิลปินมีบทบาทและเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคม
.
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์เฟโรชียังมีผลงานสำคัญคือการก่อตั้งโรงเรียนศิลปากรขึ้นใน พ.ศ. 2477 ซึ่งได้รับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากรใน พ.ศ. 2486 โดยท่านดำรงตำแหน่งคณบดี จัดการเรียนการสอน เป็นอาจารย์และช่างปั้น รวมถึงแต่งตำราและบทความวิชาการ เพื่อวางรากฐานการศึกษาศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทย
.
(ภาพจากบทความ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี “บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย”
นิทรรศการ “100 ปี ศิลปสู่สยาม สุนทรียศิลปแห่งนวสมัย” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี : www.thailibrary.in.th)
.
มรสุมสงครามโลกและการโอนสัญชาติ
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อิตาลีซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำฝ่ายอักษะ ได้ลงนามสงบศึกกับฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2486 ผลจากเหตุการณ์นี้ทำให้ชาวอิตาเลียนในไทยตกอยู่ในฐานะเชลยศึก ไม่เว้นแม้แต่ศาสตราจารย์เฟโรชี
.
รัฐบาลไทยจึงเจรจาทางการทูตขอควบคุมตัวท่านไว้เองแทนที่จะปล่อยให้กองทัพญี่ปุ่นจัดการ จากนั้นได้มอบหมายให้หลวงวิจิตรวาทการดำเนินเรื่องโอนสัญชาติของศาสตราจารย์เฟโรชีจากอิตาเลียนมาเป็นไทย พร้อมตั้งชื่อและนามสกุลใหม่ให้พ้องเสียงกับชื่อเดิม C. Feroci กลายเป็น ‘สิลป พีระสรี’ เมื่อ พ.ศ. 2487 ก่อนจะปรับการสะกดเป็น ‘ศิลป พีระศรี’ ในปีถัดมา
.
ส่วนการสะกดที่ใช้กันในปัจจุบัน ‘ศิลป์ พีระศรี’ เป็นข้อสรุปเมื่อ พ.ศ. 2534 ในช่วงเตรียมงานฉลอง 100 ปีชาตกาล ที่ประชุมคณบดีมหาวิทยาลัยศิลปากรได้นำประเด็นเรื่องชื่อที่ถูกต้องขึ้นหารือร่วมกันถึง 3 ครั้ง จนได้ข้อยุติเป็นการสะกดที่ใช้สืบต่อกันมาถึงทุกวันนี้
วิกฤตค่าครองชีพและการตัดสินใจกลับบ้านเกิด
ในช่วงหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ศาสตราจารย์ศิลป์ต้องเผชิญความยากลำบากอย่างหนักจากภาวะเงินเฟ้อ ท่านยังคงได้รับค่าจ้างเดือนละ 800 บาท และค่าเช่าบ้าน 80 บาทเท่าเดิมมาตลอด 23 ปี นับตั้งแต่เริ่มรับราชการเมื่อ พ.ศ. 2466 ท่านจึงทำบันทึกถึงพระยาอนุมานราชธน อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น เพื่อขอปรับขึ้นเงินเดือน
.
โดยปกติศาสตราจารย์ศิลป์เป็นคนสมถะ ทุ่มเทชีวิตให้กับการทำงานเพื่อความเจริญงอกงามทางศิลปะมากกว่าการแสวงหาความสุขส่วนตัว ท่านจึงไม่เคยเรียกร้องขอเพิ่มเงินเดือนเลยหากไม่เดือดร้อนจนถึงที่สุด ดังความตอนหนึ่งในบันทึกว่า
(ภาพจากบทความ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี “บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย”
นิทรรศการ “100 ปี ศิลปสู่สยาม สุนทรียศิลปแห่งนวสมัย” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี : www.thailibrary.in.th)
.
“...รายได้ที่ข้าพเจ้าได้รับอยู่นี้ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงชีวิตไปได้พอสมควร...ครั้นจะทำงานพิเศษเป็นส่วนตัว เพื่อเพิ่มพูนรายได้ของตน ข้าพเจ้าก็มีความเคารพต่อราชการ รู้สึกละอายที่เป็นข้าราชการไปแสวงหารายได้ภายนอก ข้าพเจ้าไม่อาจทำลงได้...สำหรับการทำงานของข้าพเจ้านั้น...ข้าพเจ้าพยายามเสมอที่จะไม่ให้มีการลาหยุด ลาป่วย และส่วนมาก ข้าพเจ้ามาทำงานแต่เช้าถึงค่ำ ตลอดวันข้าพเจ้าไม่ได้หยุดว่างเลย ทั้งทำงานช่างปั้นและการสอนนักเรียนช่าง ข้าพเจ้าได้ทุ่มเทกำลังแรง กำลังความคิดทั้งหมดให้แก่ราชการ เพราะข้าพเจ้ามีความรักและมีเจตนาที่จะให้ประเทศไทยผู้ซึ่งมีพระคุณต่อข้าพเจ้า ได้เจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง ”
.
แม้กรมศิลปากรจะเห็นใจและเข้าใจความเดือดร้อน แต่ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ไม่สามารถหางบประมาณมาปรับเพิ่มให้ได้ กระทั่ง พ.ศ. 2492 ศาสตราจารย์ศิลป์ได้ยื่นเรื่องขอปรับขึ้นเงินเดือนอีกครั้ง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าหากครั้งนี้ไม่สำเร็จ ท่านคงตัดสินใจกลับอิตาลีอย่างแน่นอน
.
พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล รักษาการอธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นพยายามหาทางออก โดยขอให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยช่วยรับศาสตราจารย์ศิลป์เข้าทำงานเป็นอาจารย์ในอัตราเงินเดือน 5,000 บาท ซึ่งทางจุฬาฯ ตกลงรับข้อเสนอ แต่เมื่อคำนวณหักภาษีและค่าเช่าบ้านแล้ว เงินคงเหลือจริงก็ยังไม่ถึงห้าพันบาทตามที่ตั้งไว้ ศาสตราจารย์ศิลป์จึงตัดสินใจยื่นใบลาพักผ่อนเพื่อเดินทางกลับอิตาลี
.
การยื้อตัวช่างศิลป์เอกของแผ่นดิน
จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีคำสั่งให้กรมศิลปากรพยายามชักจูงศาสตราจารย์ศิลป์ไว้ และหากยังไม่สามารถหาอัตราเงินเดือนที่เหมาะสมได้ก็ควรให้ลาพักราชการเป็นเวลา 9 เดือน ตามสัญญาไปก่อน
.
ความกังวลต่อการสูญเสียบุคลากรคนสำคัญในครั้งนั้น ปรากฏชัดในบันทึกของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมศิลปากร ถึงเลขานุการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2492 ความตอนหนึ่งว่า
.
“...การลานี้กระทำได้ตามเงื่อนไขในสัญญาจ้าง แต่การที่นายศิลป พีระศรี ลาครั้งนี้เป็นที่หนักใจของข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าย่อมหมายถึงการที่จะลาออกด้วยของนายศิลป พีระศรี ผู้ซึ่งเป็นหัวแรงของกรมศิลปากร และของมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยที่ ...นายศิลป เป็นผู้ที่มีความขยันรักงาน ทำงานไม่ขาด และมาก่อนเวลา กลับหลังเวลา เป็นหลักและเป็นตัวอย่างอันดีงามให้ข้าราชการใต้ปกครองได้เห็น
...หากจะปล่อยให้นายศิลปลาออกไปแล้ว...เราจะหาผู้ที่มีความสามารถในศิลปะ จิตรกรรมและ
ประติมากรรมภายในประเทศไทยในอันดับนี้ไม่ได้...”
.
รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ที่จะเกิดแก่การศึกษาของเยาวชนไทย จึงอนุมัติปรับอัตราเงินเดือนการจ้างชาวต่างประเทศในฐานะผู้เชี่ยวชาญขึ้นใหม่เพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพตามสมควร ซึ่งศาสตราจารย์ศิลป์ก็ตอบรับข้อเสนอและเดินทางกลับมารับราชการในประเทศไทยอีกครั้ง
.
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ทุ่มเทชีวิตให้แก่การทำงานเรื่อยมาจนกระทั่งมีอายุเกือบ 70 ปี ทั้งการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรม การสอนศิลปะที่มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมถึงการศึกษาค้นคว้าเรื่องศิลปะไทย ผลิตผลงานวิชาการ จนกระทั่งท่านต้องเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ที่โรงพยาบาลศิริราช และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505
.
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ทำให้เห็นถึงความหมายของคำว่า “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” (Ars longa, vita brevis) อย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่ท่านสร้างสรรค์ไว้ด้วยความตั้งใจนั้นยั่งยืนกว่าอายุขัย แม้ปัจจุบันท่านจะล่วงลับไปแล้ว แต่ผลงานและอุดมการณ์ของท่านยังคงยืนหยัดอยู่ในสังคมไทยเสมอ
.
.
รำลึก 134 ปีชาตกาล พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ และ หอประติมากรรมต้นแบบ เปิดเข้าชมเป็นกรณีพิเศษ ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569

.

ที่มา:
วิบูลย์ ลี้สุวรรณ (2538). ชีวิตและงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี (The Life and works of Silpa Bhirasri). บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า.
ภาพจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ เปิดให้เข้าชมในกิจกรรม “รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์” ระหว่างวันที่ 12 สิงหาคม - 20 กันยายน 2569

.

ชวนอ่าน