29 พฤษภาคม 2569
รศ.ดร.อมร เพชรสม จากอาจารย์เคมี สู่ผู้บริหารห้องสมุด กับชีวิตที่ยังสนุกกับการเรียนรู้ในทุกๆ วัน

คุณคิดว่า คนเราควรเริ่มต้นเรียนรู้งานที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต ตอนอายุเท่าไหร่ 25 ปี 35 ปี หรือ 45 ปี สำหรับคนส่วนใหญ่ คำตอบคงเป็น ‘ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี’ เพราะยังมีเวลาลองผิดลองถูก ยังมีเวลาสร้างตัว และยังมีเวลาพิสูจน์ตัวเองอีกมาก
แต่สำหรับ รศ.ดร.อมร เพชรสม จุดเริ่มต้นของงานสายใหม่กลับเกิดขึ้นในวัย 61 ปี
หลังใช้ชีวิตเกือบทั้งหมดอยู่ในโลกของวิทยาศาสตร์ งานวิจัย และห้องแล็บ จากอาจารย์ภาควิชาเคมี สู่เส้นทางผู้บริหารในหน่วยงานด้านวิจัยและบัณฑิตศึกษา อาจารย์อมรได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแล “สำนักงานวิทยทรัพยากร” หรือหอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งที่ไม่เคยมีพื้นฐานด้านบรรณารักษศาสตร์มาก่อนเลย
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ห้องสมุดเป็นสถานที่คุ้นเคยในฐานะ “ผู้ใช้บริการ” มากกว่า “ผู้ให้บริการ” นักเคมีที่ใช้เวลาอยู่กับสูตร เครื่องมือ งานวิจัย และฐานข้อมูลทางวิชาการ ย่อมรู้ดีว่าห้องสมุดที่ดีควรมีอะไร ผู้ใช้ต้องการบริการแบบไหน หรืออะไรที่ยังขาดหายไป
แต่การเข้ามา “บริหารองค์กร” นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง
ไม่มีใครบอกว่าห้องสมุดควรเปลี่ยนไปในทิศทางไหน ไม่มีคู่มือสำหรับการบริหารองค์กรที่มีทั้งบุคลากร ระบบ พื้นที่ และผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน มีเพียงโจทย์กว้างๆ ว่า “ทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม”
จากโจทย์ที่ไม่มีคำตอบชัดเจนนั้น กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในหอสมุดกลาง ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การเปิด Open Access ให้ดาวน์โหลดวิทยานิพนธ์ได้ฟรี การสร้างระบบ Digital Preservation ห้องสมุดไร้บรรณารักษ์ พื้นที่ให้บริการ 24 ชั่วโมงในช่วงสอบ ไปจนถึงการเปลี่ยนวิธีคิดว่าห้องสมุดในโลกยุคใหม่ควรเป็นอะไร และควรมีความหมายต่อผู้คนอย่างไร
ความทรงจำเกี่ยวกับห้องสมุด
อาจารย์อมรจบการศึกษาระดับวิทยาศาสตร์บัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ University of Arizona สหรัฐอเมริกา จากนั้นทำงานเป็น Post-doctoral Fellow ทั้งในอเมริกาและฝรั่งเศส แล้วกลับมาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ งานที่เจ้าตัวบอกว่าเป็น “งานในฝัน” มาตั้งแต่เด็ก



“งานในฝันก็คืองานที่ภาคเคมี เพราะอยากเรียนเคมีตั้งแต่เด็กๆ ก็ได้เข้าภาควิชาเคมีตามใจปรารถนา ตามฝัน ถือว่า fulfill ความฝันตรงนั้น”
หลังจากนั้น เส้นทางชีวิตก็ค่อยๆ ขยับเข้าสู่บทบาทผู้บริหาร ทั้งรองผู้อำนวยการและผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ รวมถึงตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย แม้หลังเกษียณก็ยังทำงานต่อในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์ ทั้งหมดล้วนเป็นงานที่อยู่ในโลกที่คุ้นเคยมาทั้งชีวิต
แต่จริงๆ แล้ว ‘ห้องสมุด’ ก็อยู่ในชีวิตของอาจารย์อมรมาตั้งแต่วัยเด็กเช่นกัน ในยุคที่ยังไม่มีร้านกาแฟ ไม่มีห้างสรรพสินค้า และโทรทัศน์มีให้ดูเพียงไม่กี่ช่อง สำหรับเด็กคนหนึ่งที่อยากอ่านหนังสือ อยากนั่งทำการบ้านหลังเลิกเรียน หรือแค่อยากหาที่เงียบๆ สักแห่ง ห้องสมุดแทบเป็นสถานที่เดียวที่ไปได้
“ชีวิตจะอยู่กับห้องสมุด คือตั้งแต่เข้ามาเรียนที่จุฬาฯ หรือว่าเรียนที่โรงเรียน สมัยก่อนชีวิตอยู่กับห้องสมุด เพราะว่ามันไม่มีที่อื่นที่จะไป”
ความทรงจำเกี่ยวกับห้องสมุดของอาจารย์อมร คือคนที่เข้าใจว่าพื้นที่แบบนี้มีความหมายกับผู้คนมากแค่ไหน และความรู้สึกนั้นก็ติดตัวมาตลอด แม้ในวันที่ต้องกลับมาในฐานะผู้บริหาร
กระทั่งวันหนึ่ง หลังเกษียณจากตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยได้เพียงแปดเดือน อาจารย์อมรได้รับมอบหมายให้มาดูแลสำนักงานวิทยทรัพยากร หรือหอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โจทย์ที่ได้รับมีเพียงสองข้อ
ข้อแรก “ทำให้ห้องสมุดดีกว่าเดิม”
ข้อที่สอง “ปรับโครงสร้างหอกลาง”
ไม่มีรายละเอียดมากกว่านั้น ไม่มีคู่มือ ไม่มีรองผู้อำนวยการ และไม่มีใครบอกด้วยซ้ำว่า คำว่า “ดีกว่าเดิม” หมายถึงอะไร
“ให้มาพัฒนา พัฒนาเป็นอะไรก็ไม่รู้... อันนี้คือโจทย์” อาจารย์อมรเล่าพร้อมหัวเราะเบาๆ
มองใหม่ด้วยสายตาคนนอก
วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง อาจารย์อมรบอกเจ้าหน้าที่ห้องสมุดตรงๆ ว่า "ครูไม่ใช่บรรณารักษ์นะ แต่เป็นผู้ใช้บริการของห้องสมุด เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงเรื่องของบรรณารักษ์ เรื่องแค็ตตาล็อก เรื่องอะไร ไม่รู้เรื่องหรอก แต่ถ้าถามว่า User ต้องการอะไรบ้าง ครูถึงจะบอกได้"
แทนที่จะพยายามทำตัวให้เป็น ‘คนในสายงาน’ อาจารย์อมรกลับเลือกใช้มุมมองของ ‘คนนอก’ ในฐานะผู้ใช้งานห้องสมุดมาตลอดชีวิต
สิ่งที่หยิบมาใช้จึงเป็นกรอบวิธีคิดจากโลกธุรกิจอย่าง Business Model Canvas เครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์องค์กรตั้งแต่คำถามพื้นฐานที่สุดว่า “เรากำลังให้บริการใคร” ไปจนถึงคุณค่าที่องค์กรส่งมอบ ช่องทางการเข้าถึง ต้นทุน ทรัพยากร และรูปแบบการให้บริการ เพราะสำหรับอาจารย์อมร ห้องสมุดไม่ใช่พื้นที่เก็บหนังสือ แต่คือองค์กรบริการที่ต้องเข้าใจผู้ใช้งานให้มากพอๆ กับที่เข้าใจทรัพยากรของตัวเอง
ซึ่งหากย้อนกลับไปในปี 2558 ยังแทบไม่มีใครมองห้องสมุดผ่านกรอบคิดแบบนี้ ห้องสมุดในเวลานั้นยังถูกมองเป็นหน่วยบริการพื้นฐานของมหาวิทยาลัย มีหนังสือให้ยืม มีพื้นที่ให้นั่งอ่าน และได้รับงบประมาณประจำปี เท่านั้นก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
ไม่มีใครตั้งคำถามจริงจังว่าคุณค่าของห้องสมุดคืออะไร และไม่มีใครคิดว่าห้องสมุดจำเป็นต้องเข้าใจ ‘ผู้ใช้บริการ’ อย่างลึกซึ้งเหมือนองค์กรบริการทั่วไป
“ถ้าสมมุติเราไม่มองห้องสมุดเป็นห้องสมุดล่ะ เรามองห้องสมุดเหมือนกับเป็น Business Unit ห้องสมุดซึ่งมีหน้าที่ให้บริการ เราจะต้องรู้ว่าเราจะให้บริการใคร เรามีอะไรที่จะให้บริการเขา ทำอย่างไรเขาถึงจะมาใช้บริการที่เรา”
ในมุมมองนี้ บรรณารักษ์คือฝั่ง Supply คนที่รู้ว่าห้องสมุดมีทรัพยากรอะไร จัดการข้อมูลอย่างไร และสามารถให้บริการแบบไหนได้บ้าง ขณะที่อาจารย์อมรในฐานะผู้ใช้ห้องสมุดมาตลอดชีวิต คือฝั่ง Demand ที่เข้าใจว่าคนที่เดินเข้ามาในห้องสมุดต้องการอะไรจริงๆ
“ถ้าสมมุติว่าสองอันนี้มา complement กัน บรรณารักษ์ซึ่งเป็น Supply Side กับส่วนของ Users ซึ่งเป็น Demand Side ถ้าสองอันสามารถจะแมตช์กันได้ เราจะสามารถบริหารห้องสมุดให้เป็นที่ถูกใจของทุก ๆ คนได้”
ทั้งสองฝั่งจึงไม่ใช่คู่ตรงข้าม แต่เป็นคนละมุมที่ต้องทำงานเติมเต็มกัน และวิธีคิดแบบนี้เอง ที่กลายเป็นจุดตั้งต้นของการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในหอสมุดกลางหลังจากนั้น
สามปีต่อมา คำตอบของโจทย์ข้อแรกมาจากคนอื่น ไม่ใช่จากตัวเอง เมื่อหอสมุดกลางจุฬาฯ ได้รับรางวัลห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาดีเด่น ประจำปี 2564 จากสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย
"พอได้รับรางวัลตรงนี้ปุ๊บ ในใจก็รู้สึกว่า โอเค เราตอบโจทย์แล้ว เพราะว่าเดิมไม่รู้จะเป็นยังไง จะบอกของเราดีก็ไม่ได้ใช่ไหม ต้องคนอื่นบอก”


ก่อนจะแก้ได้ ต้องมองปัญหาให้ชัดก่อน
เมื่อได้รับโจทย์สองข้อที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป สิ่งแรกที่อาจารย์อมรทำไม่ใช่การเรียกประชุม ไม่ใช่การขอดูรายงานประจำปี และไม่ใช่การศึกษาว่าห้องสมุดอื่นกำลังทำอะไรกันอยู่ แต่คือการ ‘เดิน’
ทุกเช้าก่อนเริ่มงาน อาจารย์อมรจะออกไปเดินที่สนามกีฬา วนรอบสนามช้าๆ รอบละประมาณหกร้อยถึงแปดร้อยเมตร เดินไปคิดไป แล้วเมื่อกลับเข้ามาในอาคารก็ไม่ใช้ลิฟต์ แต่เดินขึ้นบันไดทีละชั้น ตั้งแต่ชั้นหนึ่งถึงชั้นเจ็ด มองดูทุกโซน ทุกมุม ทุกชั้นหนังสือ อาจารย์ทำแบบนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง และจนถึงวันนี้ก็ยังทำอยู่เกือบทุกวัน นอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว การเดินยังเป็นช่วงเวลาสำหรับคิดทบทวนและมองหาไอเดียใหม่ๆ
“บางครั้งนั่งอยู่ในห้องทำงานคิดไม่ออก แต่พอเดินถึงจะคิดออกว่าควรจะทำแบบนั้น ควรจะทำแบบนี้”

วิธีคิดแบบนี้ไม่ต่างจากการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ที่เริ่มต้นจาก “การสังเกต” ก่อนจะสรุปหรือแก้ปัญหาอะไร ก็ต้องเห็นก่อนว่าอะไรมีอยู่ อะไรขาด อะไรเกิน และอะไรที่ผู้คนยังเข้าไม่ถึง ทั้งที่ควรจะได้ใช้ประโยชน์จากมัน
และสิ่งแรกที่อาจารย์อมรสังเกตเห็นในสัปดาห์แรกของการทำงาน ไม่ใช่ระบบ ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เป็น ‘กระดาษม้วน’
วันที่เข้ามาทำงานใหม่ มีคนนำกระดาษชำระม้วนหนึ่งมาให้ อาจารย์อมรถามว่าทำไม จึงได้รู้ว่าห้องน้ำในอาคารไม่มีกระดาษประจำ ผู้ใช้ต้องพกมาเอง อาจารย์จึงเดินสำรวจห้องน้ำทุกชั้นด้วยตัวเอง และพบว่าเป็นเรื่องจริง
หลังจากนั้นไม่นาน ห้องน้ำทุกห้องในหอสมุดกลางก็มีกระดาษชำระและสบู่พร้อมใช้งานตลอดเวลา
“ทุกห้องน้ำต้องมีกระดาษม้วนใหญ่ๆ ให้เด็ก ต้องมีสบู่ให้พร้อม เพราะมองว่าห้องน้ำคือสิ่งที่จำเป็นมากๆ เลยสำหรับประชาคมเยอะแบบนี้...ห้องสมุดใหญ่โต แล้วคนใช้ก็เยอะ แล้วไม่อำนวยความสะดวกตรงนี้ให้เขา”
[1]
เรื่องนี้สำคัญไม่ใช่เพราะกระดาษม้วนหรือสบู่ แต่เพราะมันสะท้อนวิธีมองปัญหาของอาจารย์ที่ไม่ได้เริ่มจากการคิดว่า ‘องค์กรควรเป็นอย่างไร’ จากมุมของผู้บริหาร แต่เริ่มจากการลงไปดูว่า ‘ความจริงตอนนี้เป็นอย่างไร’ ในมุมของคนที่ใช้งานอยู่ทุกวัน
และบางครั้ง การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด ก็เริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุดเช่นกัน
ความรู้ที่ไม่ควรถูกกอดไว้
ครั้งหนึ่ง ระหว่างเดินสำรวจอยู่ในห้องสมุด อาจารย์อมรสังเกตเห็นนักศึกษากลุ่มหนึ่งกำลังยืนถ่ายเอกสารวิทยานิพนธ์กันเป็นตั้ง แต่ละคนรีบเปิดหน้า เข้าเครื่องถ่ายเอกสารทีละเล่มอย่างเร่งรีบ เมื่อเข้าไปสอบถาม จึงทราบว่าพวกเขานั่งรถไฟมาจากนครศรีธรรมราชตั้งแต่คืนวันศุกร์ มาถึงกรุงเทพฯ เช้าวันเสาร์ และต้องรีบกลับด้วยรถเที่ยวเย็นวันเดียวกัน ทุกอย่างต้องเสร็จก่อนหมดเวลา
“ขนาดที่ว่าเขาอยู่ไกลถึงนครศรีธรรมราช ด้วยความอยากจะเรียนรู้ ด้วยความอยากจะมีความรู้ เขายังดิ้นรนมา มันไม่ใช่สบาย”
ภาพนั้นทำให้อาจารย์อมรเห็นบางอย่างชัดเจน ระบบที่มีอยู่กำลังสร้างความเหลื่อมล้ำโดยไม่จำเป็น คนที่อยู่ใกล้เข้าถึงความรู้ได้ง่ายกว่า ส่วนคนที่อยู่ไกลต้องเสียทั้งเวลา ค่าเดินทาง และแรงมหาศาล เพียงเพื่อจะได้อ่านข้อมูลชุดเดียวกัน
ทั้งที่จริงแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ความรู้เหล่านั้นจะต้องถูกกักเอาไว้ อาจารย์อมรจึงตัดสินใจเปิด Open Access ให้ทุกคนสามารถดาวน์โหลดวิทยานิพนธ์ของจุฬาฯ ได้ฟรี ไม่ต้องเดินทางมาเอง ไม่ต้องนั่งรถไฟข้ามคืน และไม่ต้องแข่งกับเวลาอีกต่อไป จุฬาฯ กลายเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกๆ ในประเทศไทยที่เปิดให้เข้าถึงองค์ความรู้ในลักษณะนี้
“องค์ความรู้ถ้าเราเก็บไว้ เรากอดมันไว้ มันก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น ใครจะรู้ว่าจุฬาฯ ทำอะไรไว้ ทำไมไม่เปิดให้เขาดู...”
Unmanned Library ห้องสมุดไร้บรรณารักษ์: นวัตกรรมที่เกิดจากความจำเป็น

จุดเริ่มต้นของหนึ่งในโปรเจกต์ที่น่าสนใจที่สุดของหอสมุดกลาง เริ่มจากปัญหาเล็กๆ ของห้องสมุดคณะหลายแห่งในละแวกใกล้กับห้องสมุด ที่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่เพียงคนเดียว เมื่อใครสักคนลาป่วย ติดธุระ หรือไม่สามารถมาทำงานได้ ห้องสมุดก็ต้องปิดไปด้วย จึงเป็นที่มาของการรวมทรัพยากรหลายคณะ ทั้งสหเวชศาสตร์ จิตวิทยา และพยาบาลศาสตร์ มาไว้ที่ห้องสมุดสาขาในตึกจามจุรี 10 แต่ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้นตามมา เพราะทุกวันต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำอย่างน้อยสองคน เพื่อเปิดประตูตอนเช้า ปิดตอนเย็น และนั่งดูแลอยู่ที่นั่นตลอดทั้งวัน
“ทำไมเราจะต้องเสียกำลังคนไปถึงสองคนต่อวัน เพื่อที่จะมาอยู่ที่นี่”
คำถามนี้ไม่มีคำตอบอยู่ในโลกของห้องสมุด แต่กลับมีคำตอบอยู่ในโลกของธุรกิจ อาจารย์อมรนึกถึงร้านค้าของ Amazon และ Alibaba ที่ขายของได้โดยไม่ต้องมีคนประจำ แล้วถามตัวเองว่าถ้าเทคโนโลยีทำให้ร้านค้าทำแบบนั้นได้ ทำไมห้องสมุดจะทำไม่ได้
จากนั้นก็นำเทคโนโลยีหลายชิ้นมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ระบบควบคุมประตูด้วย QR Code ระบบควบคุมแอร์และแสงสว่างอัตโนมัติ กล้องวงจรปิด และระบบยืม-คืนอัตโนมัติ ผลลัพธ์คือ
“ห้องสมุดไร้คน” ที่สามารถเปิดและปิดได้เอง โดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่นั่งเฝ้าตลอดเวลา แต่สามารถดูแลได้จากระยะไกล
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่เทคโนโลยี หากเป็นความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานรุ่นใหม่ ซึ่งอาจารย์อมรมองต่างจากภาพจำเดิมของห้องสมุดอย่างมาก
“เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้อยากหอบหนังสือ แต่ต้องการพื้นที่นั่งทำงาน แอร์เย็น Wi-Fi แรง นั่งสบายๆ หนังสือมีอยู่ในนี้ก็ใช้ ไม่มีอยู่ในนี้เขาก็สามารถไปออนไลน์ได้”
แนวคิดนี้อาจฟังดูเสี่ยงในช่วงแรก เพราะไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าห้องสมุดที่ไม่มีคนดูแลจะไปได้จริงแค่ไหน หนังสือจะหายไหม ระบบจะมีปัญหาหรือเปล่า
แต่
ห้าปีผ่านไป การทำ Inventory ทุกปีกลับพบว่าหนังสือไม่หายเลย และเมื่อค้นข้อมูลเพิ่มเติม อาจารย์อมรพบว่า Unmanned Library ของจุฬาฯ น่าจะเป็นห้องสมุดวิชาการไร้บรรณารักษ์แห่งแรกของประเทศไทย
แก้ Pain Point ให้ถูกจุด คือจุดเริ่มต้นของทุกทางออก
หลายครั้ง เวลาเกิดปัญหาในองค์กร สิ่งแรกที่คนมักนึกถึงคือ “งบประมาณไม่พอ” แต่สำหรับอาจารย์อมร คำถามแรกไม่ใช่ว่าจะหาเงินจากไหน หากคือ ‘ปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน’
วิธีคิดแบบนี้ปรากฏชัดมาตั้งแต่ก่อนเข้ามาบริหารหอสมุดกลาง ตอนที่ยังดำรงตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย อาจารย์อมรสังเกตเห็นว่าวิทยานิพนธ์ของจุฬาฯ แต่ละเล่มมีรูปแบบไม่เหมือนกัน บางฉบับใช้ฟอนต์แบบหนึ่ง บางฉบับตั้งระยะขอบอีกแบบ ทุกคนทำตามความถนัดของตัวเอง
“ทำไมบางคนฟอนต์แบบนี้ บางคนก็กั้นหน้ากั้นหลัง บางคนก็ฟอนต์แบบนู้น ทำไมไม่เหมือนกัน”
ปัญหาที่ดูเหมือนเล็กน้อยนั้น กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบบ E-Thesis ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็น iThesis แพลตฟอร์มสำหรับจัดการและส่งวิทยานิพนธ์ออนไลน์ ที่ภายหลังถูกนำไปใช้ในมหาวิทยาลัยกว่าสามสิบแห่งทั่วประเทศ
“เมื่อก่อนมันทำไม่ได้ เพราะว่าแต่ละแห่งทำมาไม่เหมือนกัน คนละรูปแบบ แต่ถ้าสมมุติว่าวิทยานิพนธ์ของทั้งประเทศมันเป็นระบบเดียวกัน มันสามารถที่จะไปวิเคราะห์สังเคราะห์เพื่อเป็นนโยบายของประเทศได้”
วิธีคิดแบบเดียวกันนี้ยังปรากฏชัดเมื่ออาจารย์อมรเข้ามาบริหารหอสมุดกลาง ในฐานะผู้ใช้ห้องสมุดมาตลอดชีวิต อาจารย์รู้ดีว่าฐานข้อมูลวิชาการที่นักวิจัยต้องการยังขาดอีกมาก แต่แทนที่จะเริ่มต้นด้วยปัญหาคลาสสิกว่าขาดแคลนงบประมาณ อาจารย์กลับมองก่อนว่า “ใครได้ประโยชน์จากสิ่งนี้มากที่สุด” คำตอบคือฝ่ายวิจัย เพราะทั้งนักวิจัยและนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาล้วนใช้ฐานข้อมูลเหล่านี้ในการผลิตงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยได้ประโยชน์โดยตรง
“ฝ่ายวิจัยได้ประโยชน์จากตรงนี้โดยมิต้องลงทุนเลย ลงทุนเพียงให้ทุนเด็กไปทำวิจัย ให้ทุนอาจารย์ไปทำวิจัย...”
เมื่อเห็นแบบนั้น อาจารย์อมรจึงตัดสินใจเดินไปคุยกับฝ่ายวิจัยตรงๆ และสุดท้ายหอสมุดกลางก็ได้รับงบประมาณสำหรับจัดซื้อฐานข้อมูลปีละประมาณสี่สิบล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เคยมีมาก่อน
แม้แต่การเปิดห้องสมุด 24 ชั่วโมงในช่วงสอบ ซึ่งกลายเป็นบริการยอดนิยมของนิสิต ก็เริ่มต้นจากวิธีคิดแบบเดียวกัน ข้อเรียกร้องเรื่องนี้มีมานานแล้ว แต่สิ่งแรกที่อาจารย์อมรทำไม่ใช่การตอบตกลงทันที หากเป็นการมองหาว่า Pain Point ที่แท้จริงยังอยู่ตรงไหนบ้าง เพราะต่อให้เปิดได้จริง แต่ถ้ายังมีมุมอับภายในอาคาร ยังดูแลความปลอดภัยไม่ได้ หรือยังไม่มีงบประมาณรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น การเปิด 24 ชั่วโมงก็อาจกลายเป็นปัญหาสะสมมากกว่าคำตอบ
เมื่อจัดการเรื่องพื้นที่และความปลอดภัยได้แล้ว อาจารย์จึงเริ่มแก้โจทย์เรื่องงบประมาณต่อ โดยไปขอสนับสนุนค่าไฟจากฝ่ายกิจการนิสิต ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการนิสิตโดยตรง พร้อมปรับพื้นที่ชั้นสองของหอสมุดกลางให้เปิดโล่ง มองเห็นกันได้ตลอด เพื่อลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย คืนแรกที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมง อาจารย์อมรเลือกนอนอยู่ที่ห้องสมุดด้วยตัวเอง
“ครั้งแรก 24/7 ตอนแรกก็ยังเป็นห่วงอยู่ เด็กจะอยู่กันยังไง อาจารย์ก็อยู่ด้วย พอตี 2 ตี 3 ลุกขึ้นมาเดิน เด็กอยู่กันยังไง ก็เรียบร้อยดี ไม่ได้มีประเด็นอะไรให้หนักใจ ตั้งแต่นั้นมาก็โอเค มั่นใจว่า 24/7 สามารถทำได้”
ทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบร้อย และตั้งแต่คืนนั้น การเปิดห้องสมุด 24 ชั่วโมงในช่วงสอบ ก็กลายเป็นเรื่องปกติที่ทำต่อเนื่องมาทุกเทอมจนถึงวันนี้

หรืออีกกรณีคือการทำระบบ
Digital Preservation จากที่พบว่าวิทยานิพนธ์ดิจิทัลกว่าหมื่นรายการที่เก็บไว้นั้นไม่มีตัวเล่มสำรองอีกแล้ว คำถามที่ตามมาไม่ใช่ว่าจะทำอย่างไรให้คนอื่นช่วย แต่คือจะทำอย่างไรให้มั่นใจได้ว่าไฟล์เหล่านั้นจะยังคงอยู่ต่อไปในอนาคต
"เราไม่สนใจคนอื่น เราจะต้องทำของเรา เพื่อมั่นใจว่าวิทยานิพนธ์ในรูปดิจิทัลที่เราเก็บไว้สามารถเปิดได้ในอีกสิบปีข้างหน้า ยี่สิบปีข้างหน้า สามสิบปีข้างหน้า... สิ่งที่กำลังดำเนินการต่อไปคือ Research Data Management ที่จะให้ความมั่นใจว่างานวิจัยของนักวิจัยและนิสิตปริญญาโทเอกของจุฬาฯ นั้นมีความน่าเชื่อถือและนำไปใช้ต่อได้จริง"

คนคือหัวใจ ไม่ใช่งบประมาณ
เมื่อถามว่าอะไรคือเรื่องที่ยากที่สุดในการทำงาน คำตอบกลับไม่ใช่งบประมาณ ไม่ใช่เทคโนโลยี และไม่ใช่โครงสร้างองค์กร
“เรื่องของคนยากสุด”
สิ่งที่อาจารย์อมรกังวลมากที่สุด คือการพัฒนาคนในองค์กรให้เติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง อาจารย์อยากเห็นบุคลากรก้าวไปสู่ตำแหน่งระดับเชี่ยวชาญ แต่ในความเป็นจริง หลายคนยังไม่สามารถข้ามกำแพงนั้นไปได้ และสำหรับอาจารย์อมร นี่คือเรื่องที่หนักใจกว่าปัญหาอื่นทั้งหมด
“ถ้าคนไม่ได้พัฒนาขึ้นมา อย่างอื่นมันไปต่อไม่ได้ จะไปขับเคลื่อน AI ไปขับเคลื่อนอะไรไม่ได้ถ้าคนไม่พร้อมที่จะไป”
เพราะต่อให้มีเทคโนโลยีทันสมัยมากแค่ไหน สุดท้ายแล้ว "คน" ก็ยังเป็นหัวใจขององค์กรอยู่ดีอาจารย์อมรจึงลงทุนกับการพัฒนาบุคลากรอย่างจริงจังในแบบที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในงานห้องสมุดมากนัก ทั้งการสนับสนุนให้เรียนต่อ เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ไปนำเสนอผลงานวิชาการในเวทีนานาชาติ รวมถึงพาไปดูงานต่างประเทศ เพื่อให้ได้เห็นโลกการทำงานในบริบทที่กว้างกว่าเดิม
“อยากให้เขาไปเปิดหูเปิดตาว่าชาวบ้านเขาอยู่กันยังไง ชาวบ้านเขาทำงานกันยังไงที่ต่างประเทศ... คือ Open Horizons คือ ขยายขอบฟ้าของเรา เปิดโลกกว้าง”

ความสุขเล็กๆ ที่สำคัญที่สุด
ภาพเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันภายในหอสมุดกลางคือความสุข สิ่งที่สำคัญสำหรับอาจารย์อมร คือความรู้สึกของคนที่เดินเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้แล้วเดินออกไป
“บางช่วงที่เดินผ่านร้านกาแฟชั้นล่างของอาคาร แล้วเห็นผู้ปกครองพานักเรียนสาธิตมานั่งทานอาหารเช้าก่อนเข้าเรียน บางวันก็เห็นนักท่องเที่ยวแวะเข้ามาขอดูห้องสมุด มีความรู้สึกว่า ห้องสมุดเราเป็นเหมือนจุดให้เขาแวะมาเยี่ยมเยียน....ไม่อยากให้เขากลับไปแล้วรู้สึกว่าที่นี่ไม่น่ามาเลย เจ้าหน้าที่ก็ดุ พื้นที่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ อยากให้กลับไปแล้ว อยากมาอีก"
ตลอดชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม อาจารย์อมรบอกว่ามีความสุขกับงานเสมอ เพราะเป็นคนที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ง่าย และมองว่างานทุกที่มีความสนุกในแบบของตัวเอง แต่สำหรับหอสมุดกลาง ความรู้สึกนั้นแตกต่างออกไปเล็กน้อย
"อยู่ที่ไหนก็สนุกไปหมด อยู่ที่ศูนย์เครื่องมือฯ ก็สนุก อยู่บัณฑิตวิทยาลัยก็สนุก คือเหมือนทำงานด้วยความสุขทำงานด้วยความสนุก แต่พออยู่ที่นี่สนุกที่สุด เพราะว่าพวกเราทั้งหลายก็เต็มที่กัน จะทำอะไรก็ไปด้วยกัน"
สิ่งที่ทำให้การทำงานช่วงปลายชีวิตมีความหมาย จึงไม่ใช่แค่การได้ทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่คือการได้เห็นว่าสิ่งที่ทำลงไปส่งผลต่อความสุขของคนอื่นจริงๆ
บทสุดท้าย...ที่คล้ายจุดเริ่มต้นอีกครั้ง
ปี 2569 นี้อาจารย์อมรอยู่กับจุฬาฯ ครบห้าสิบปีพอดี
จากนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ในวันแรก ค่อยๆ เดินผ่านบทบาทต่างๆ มาเป็นอาจารย์ นักวิจัย ผู้บริหาร จนมาถึงตำแหน่งผู้อำนวยการหอสมุดกลางในวันนี้ และเมื่อถูกถามว่ามองตัวเองอยู่ในช่วงไหนของชีวิต อาจารย์อมรตอบแทบจะทันที
“เหมือน Lion in Winter คือเมื่อก่อนก็มี Powerful สามารถทำนู่นทำนี่ได้ แต่เมื่อเข้าสู่วัยชราแล้ว ไม่สามารถจะทำเหมือนเดิมได้อีกแล้ว”
แต่หากมองจากสิ่งที่อาจารย์ยังทำอยู่ทุกวัน คำว่า ‘สิงโตในฤดูหนาว’อาจไม่ได้หมายถึงการค่อยๆ ถอยออกจากโลกไปตามวัย หากเป็นช่วงชีวิตที่พละกำลังทางใจนั้นนิ่งและหนักแน่น ยังเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น และยังสนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา อาจารย์อมรไม่เคยหยุดเรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่องภาษา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน รัสเซีย จีน และเดนิช รวมทั้งหมดเจ็ดภาษา แต่ละภาษามีที่มาของมันเองอาทิ ภาษาเยอรมันเรียนเพราะหนังสือเคมีในยุคนั้นส่วนใหญ่เขียนด้วยภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศสเรียนเพราะต้องไปทำ Post-doctoral Fellow ที่ฝรั่งเศส ส่วนภาษาเดนิชเรียนเพราะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่เดนมาร์กขณะที่ภาษารัสเซียกลับมีจุดเริ่มต้นที่ชวนอมยิ้มอยู่ไม่น้อย
“หงุดหงิดที่ขึ้นไปชั้น 5 ของหอสมุดกลาง มีมุมหนังสือรัสเซียแล้วอ่านไม่ออก... ก็เลยเรียนภาษารัสเซีย”
หลังจากนั้น อาจารย์ก็หันมาเรียนภาษาจีนต่อ และเรียนต่อเนื่องมาแล้วกว่าสามร้อยวันโดยไม่ขาด วันละครึ่งชั่วโมง พร้อมตั้งใจว่า ถ้ามีเวลามากขึ้นก็อยากเพิ่มเป็นวันละสองชั่วโมง แต่ในบรรดาทุกภาษา ยังมีอีกภาษาหนึ่งที่อาจารย์อยากเรียนมากที่สุด แม้จะยังไม่ได้เริ่มเสียที
“จริงๆ ที่อยากจะเรียนอีกภาษาหนึ่ง แต่ว่าก็ยากหน่อย ก็คือภาษาคลิงอน( Klingon language) ใน เรื่อง Star Trek จะมีภาษาคลิงอนอยู่ ซึ่งมันน่าเรียน... นินทาใครก็นินทาคนเดียว” อาจารย์พูดพร้อมหัวเราะ
ก่อนจบบทสนทนา อาจารย์อมรได้ฝากข้อคิดสำหรับคนทำงานไว้สามเรื่อง เรื่องแรก คือทำงานอย่างมีความสุข และอย่าพยายามทำทุกอย่างคนเดียว เรื่องที่สอง คือเรียนรู้เรื่องการเงินตั้งแต่อายุยังน้อย และเรื่องสุดท้าย คืออย่าหยุดเรียนรู้ ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม
“คือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างครูก็ไม่ได้อาย ว่าทำอะไรบนมือถือไม่เป็นเลย ต้องไปตามคนมาช่วย มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย... เป็นครู ครูก็เรียนรู้ตลอดชีวิต...และมี Can Do Attitude ซึ่งไม่ใช่การคิดว่าตัวเองทำได้ทุกอย่าง แต่คือการไม่ยอมหยุดอยู่กับคำว่า 'ทำไม่ได้' มันต้องหาทางออกจนได้แหละ ถ้าตอนนี้มันไม่ได้จริงๆ ต่อไปมันอาจจะได้ก็ได้”
[1] จากกระดาษชำระ 1 ม้วนในวันนั้น สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลห้องน้ำมาตรฐานดีเด่น ประเภทสถานศึกษา จากกิจกรรม “สุดยอดห้องน้ำแห่งปีของกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2568”
Human Book หนังสือชีวิต : โครงการและเนื้อหาโดย ปัทมา เจริญกรกิจ, นิธินาฏ ปุโรทกานนท์ วิชสรา อินทรัตน์ และ ธนธัส วิทยากรณ์ ศูนย์สารสนเทศประเทศไทยและประชาคมอาเซียน สำนักงานวิทยทรัพยากร
ภาพถ่ายและบันทึกการสัมภาษณ์: สรรพพล ก่ำใย, คมม์ปภัส จิรพูนทิพย์, ธีรทัศน์ จารุเกษตรวิทย์ และ วริศรา นกหงษ์ ฝ่ายบริการข้อมูลสารสนเทศ สำนักงานวิทยทรัพยากร
คำสำคัญ : ผู้บริหารห้องสมุด, สำนักงานวิทยทรัพยากร, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์สารสนเทศประเทศไทยและประชาคมอาเซียน ,หอสมุดกลาง, Human Book หนังสือชีวิต, การบริหารห้องสมุด, ห้องสมุด, การพัฒนาห้องสมุด, การพัฒนาคน, สัมภาษณ์
views 543