สำนักงานวิทยทรัพยากร หอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


4 กุมภาพันธ์ 2569

กาบัดดี้ เกมบุกเดี่ยวในวงล้อม และจิตวิญญาณแบบอินเดีย

 
#Mahabharata #Kabaddi #IndiaHistory #หอสมุดกลาง #สังคมวิทยา #การเมือง #ChulalongkornUniversity #Chulalibrary #taicchulalibrary #taicchula
 
 
ผู้เล่นคนหนึ่งก้าวข้ามเส้นกลางสนาม เขามีเวลาเท่าลมหายใจหนึ่งเฮือก และมีคู่ต่อสู้เจ็ดคนรออยู่ตรงหน้า เขาต้องแตะตัวใครสักคนให้ได้ แล้วถอนตัวกลับมาให้ทัน...
 
นี่ไม่ใช่แค่กติกา แต่คือภาพแทนของกีฬากาบัดดี้ การบุกเดี่ยวในวงล้อม การเอาตัวรอดด้วยสติ และการชนะโดยไม่ต้องทำลายอีกฝ่ายให้ยับเยิน
 
สำหรับแฟนกีฬาชาวไทย “กาบัดดี้” (Kabaddi) คงไม่ใช่ชื่อที่คุ้นเคยเมื่อเทียบกับฟุตบอลหรือวอลเลย์บอล แต่ถ้าให้ลองนึกถึงการละเล่นพื้นบ้านอย่าง “ตี่จับ” หลายคนอาจพอคุ้นภาพของเกมที่ต้องใช้ไหวพริบ และความว่องไวได้ไม่ยาก
 
ในเอเชียใต้ โดยเฉพาะอินเดียและบังกลาเทศ กาบัดดี้เป็นทั้งการละเล่นพื้นบ้าน และกีฬาที่ฝังรากอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนมาช้านาน เด็กและผู้ใหญ่สามารถเล่นได้แทบทุกที่ เพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ สิ่งสำคัญมีเพียงร่างกาย ลมหายใจ และความไว้ใจระหว่างเพื่อนร่วมทีม กาบัดดี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กีฬา หากเป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ ตำนาน วรรณคดี และวิธีคิดทางสังคมที่สั่งสมต่อเนื่องกันมานับพันปี
 
 
กติกาและโครงสร้างของเกม
กาบัดดี้เป็นกีฬาประเภทปะทะที่ผสานกลิ่นอายของรักบี้ มวยปล้ำ และการวิ่งไล่จับเข้าไว้ด้วยกัน ผู้เล่นแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายละเจ็ดคน ผลัดกันรุกและรับ
 
ฝ่ายรุกส่งผู้เล่นเพียงคนเดียวบุกเข้าไปในแดนฝ่ายตรงข้าม เป้าหมายคือแตะตัวฝ่ายรับให้ได้ ขณะเดียวกัน ฝ่ายรับทั้งเจ็ดคนยืนจับมือคอยเคลื่อนไหวประสานกันเพื่อหลบหลีก และปิดทางกลับไปของอีกฝ่าย
 
เงื่อนไขที่ทำให้กาบัดดี้ต่างจากกีฬาปะทะประเภทอื่น คือลมหายใจ เมื่อผู้เล่นฝ่ายรุกก้าวข้ามเส้นกลางสนาม ต้องเปล่งเสียง “กาบัดดี้” ติดต่อกันตลอดช่วงลมหายใจเดียว พร้อมพยายามแตะตัวคู่ต่อสู้ และถอนตัวกลับมาแตะเส้นกลางสนามให้สำเร็จ หากเสียงขาด หรือถูกจับไว้ก่อน เกมจบ
 
ดังนั้น กาบัดดี้ไม่ใช่แค่เกมวัดความแข็งแรงหรือความคล่องตัว แต่เป็นเกมของการอ่านสถานการณ์ การควบคุมร่างกาย และการรู้จังหวะระหว่างเพื่อนร่วมทีม
 
 
ทักษะการเอาชีวิตรอด และตำนานเด็กแย่งขนม
แม้จะไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีที่ระบุได้อย่างชัดเจนว่ากาบัดดี้มีต้นกำเนิดจากที่ใด หรือใครเป็นผู้คิดค้นขึ้นเป็นคนแรก แต่นักวิชาการบางส่วนเชื่อว่า กีฬาชนิดนี้เริ่มเมื่อกว่า 5,000 ปีมาแล้ว โดยน่าจะพัฒนามาจากทักษะเอาชีวิตรอดของมนุษย์ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการบุกเข้าไปในพื้นที่อันตราย การล่อหลอก หรือการอาศัยความร่วมมือระหว่างกันเพื่อดักจับ ซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนจำเป็นต่อการล่า ต่อสู้ และป้องกันตัว
 
อีกด้านหนึ่ง ตำนานพื้นบ้านทางอินเดียใต้ เล่าต่อกันมาว่าจุดเริ่มต้นของกาบัดดี้ มาจากเด็กชายคนหนึ่งที่ตีเพื่อนเพื่อแย่งขนมแล้ววิ่งหนี การวิ่งไล่กันไปมาของเด็กทำให้เกิดเป็นกติกาการละเล่น ซึ่งค่อยๆ พัฒนาเป็นเกมกีฬาในเวลา
ต่อมา ก่อนที่ภายหลังจะมีการเพิ่มเงื่อนไขให้ผู้เล่นต้องกลั้นหายใจ เงื่อนไขนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเพิ่มความสนุกอย่างเดียว แต่บังคับให้ผู้เล่นต้องมีวินัย และไม่ตัดสินใจแบบบุ่มบ่าม
 
ร่องรอยในมหาภารตะ
ในมิติทางวรรณคดี รูปแบบการเล่นของกาบัดดี้มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับฉากสำคัญในมหากาพย์ “มหาภารตะ” โดยเฉพาะเหตุการณ์สงครามทุ่งกุรุเกษตร วีรกรรมของอภิมันยุ บุตรอรชุน แห่งฝ่ายปาณฑพ มักถูกกล่าวถึงอยู่เสมอ
 
อภิมันยุผู้บุกเข้าไปใน “จักรพยุหะ” หรือค่ายกลรูปกงล้อของฝ่ายเการพเพียงลำพัง ค่ายกลนี้เป็นกระบวนทัพวงกลมที่ทั้งซับซ้อนและแน่นหนา ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ที่เข้าไปแล้วจะไม่สามารถถอนตัวออกมาได้ และถือเป็นหนึ่งในกลศึกสำคัญของมหากาพย์เรื่องนี้
 
เมื่ออยู่ภายในค่ายกล อภิมันยุต้องเผชิญหน้ากับนักรบมากมาย ถูกโอบล้อมจากทุกทิศทาง และถูกโจมตีอย่างไม่ปรานี บทพรรณนาในมหาภารตะถ่ายทอดสถานการณ์การต่อสู้ของนักรบผู้เด็ดเดี่ยวท่ามกลางวงล้อม
 
“...ข้าศึกทั้งเจ็ดล้อมอภิมันยุไว้รอบทุกด้าน จากทุกๆ ด้านข้าศึกยิงธนูไปประหารโดยไม่มีกรุณา อภิมันยุไม่หวาดหวั่น ทำการรบต้านทานอันเหลือบ่ากว่าแรงนั้นอยู่หลายชั่วโมง ในที่สุดธงรูปมยุราของเขาได้ถูกยิงล้มลง รถหักป่นปี้ ม้าตาย นายสารถีถูกจับ ถึงกระนั้นก็มิได้หวาดหวั่น อภิมันยุเวียนผันหันหน้ารับข้าศึกทั้งเจ็ดซึ่งเข้ารุมตีมาพร้อมกัน...”
 
ภาพของอภิมันยุสะท้อนจังหวะการรุกในกาบัดดี้ได้อย่างชัดเจน ผู้เล่นฝ่ายรุกต้องอาศัยความกล้าหาญ ไหวพริบ และพละกำลัง เพื่อบุกเข้าไปในแดนคู่ต่อสู้ ก่อนจะหาทางถอนตัวกลับสู่แดนของตนเอง ความแตกต่างคือ อภิมันยุไม่สามารถออกจากวงล้อมได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้มองว่า กาบัดดี้คือกีฬาที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อระลึกถึงความกล้าหาญและความแข็งแกร่งของอภิมันยุ
 
 
 ภาพประกอบบทความ กาบัดดี้ เกมบุกเดี่ยวในวงล้อม และจิตวิญญาณแบบอินเดีย ศูนย์สารสนเทศประเทศไทยและประชาคมอาเซียน สำนักงานวิทยาทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / Mahabharata Kabaddi IndiaHistory หอสมุดกลาง สังคมวิทยา การเมือง ChulalongkornUniversity Chulalibrary taicchulalibrary taicchula
 
ฉากอภิมันยุบุกเข้าไปในจักรพยุหะ
ที่มา: Bibek Debroy (2017). The illustrated Mahabharata : a definitive guide to India's greatest epic.
 
 
 
 
การประลองพละกำลังในพุทธประวัติ
นอกเหนือจากมหากาพย์ฝ่ายพราหมณ์ วรรณคดีพุทธศาสนาก็ปรากฏร่องรอยของการประลองพละกำลังที่สอดคล้องกับพื้นฐานของกีฬากาบัดดี้เช่นกัน หนึ่งในหลักฐานสำคัญ คือ คัมภีร์ลลิตวิสตระ (Lalitavistara Sutra) ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า ไวปุลฺยสูตฺร หรือมหานิทาน ในพุทธศาสนานิกายสรวาสติกวาท
 
คำว่า “ลลิต” มีความหมายถึงการเล่น การกรีฑา หรือความรื่นเริง ส่วน “วิสตร” หมายถึงความกว้างขวางพิสดาร เมื่อนำมารวมกัน “ลลิตวิสตระ” จึงสื่อถึงชีวประวัติและกิจของพระพุทธเจ้าอย่างพิสดาร คัมภีร์เล่มนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 27 บท หรือที่เรียกว่า ปริวรรต (อัธยาย)
 
ในอัธยายที่ 12 ซึ่งว่าด้วยการแสดงศิลปวิทยา เจ้าชายสิทธัตถะต้องเข้ารับการทดสอบพละกำลังต่อหน้าเหล่าศากยะวงศ์ เพื่อพิสูจน์ความเหมาะสมในการครองคู่และการเป็นกษัตริย์ การประลองในฉากนี้เน้นการเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้หลายคน
 
“ในเวลานั้น พระโพธิสัตว์ประทับยืนอยู่ที่หนึ่ง และศากยกุมารประมาณ 500 เหล่านั้น ก็ต่อสู้กันขึ้นในทันใดนั้น จากนั้น ศากยกุมาร 32 คนอยู่ในสนามเพื่อเผชิญหน้ากับพระโพธิสัตว์ ครั้งนั้นศากยนันทะและศากยอานันทะ เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ แต่เพียงแค่พระโพธิสัตว์ทรงสัมผัสเขาทั้งสอง ทั้งคู่ก็ไม่สามารถต้านทานพลัง และรัศมีของพระโพธิสัตว์ได้จนล้มลงกับพื้น
 
จุดร่วมสำคัญระหว่างฉากการประลองนี้กับกาบัดดี้ คือ “การสัมผัส” การแตะต้องเพียงครั้งเดียวก็สามารถยุติการเผชิญหน้าได้ และเมื่อถึงคราวของเทวทัตกุมาร ผู้เปี่ยมด้วยความจองหอง เข้าท้าประลอง
 
“เทวทัตเดินวนขวาหนึ่งรอบแล้วกระโจนเข้าหาพระโพธิสัตว์ แต่พระโพธิสัตว์ทรงสงบนิ่ง มิได้รีบร้อน ทรงคว้าตัวเทวทัตด้วยพระหัตถ์ขวาอย่างผ่อนคลาย เหวี่ยงหมุนสามรอบแล้วทุ่มลงกับพื้น… ในขณะนั้น จิตของพระโพธิสัตว์เปี่ยมด้วยความเมตตา มิได้ทรงประสงค์จะให้เทวทัตบาดเจ็บ หากเพียงต้องการคลายความพยศเท่านั้น...”
 
“...ชัยชนะของพระโพธิสัตว์เหนือศากยกุมารทั้งปวง มิได้นำไปสู่ความขัดแย้งหรือความอาฆาต พระองค์ตรัสเตือนทุกคนไว้เพียงสั้นๆ ว่า อย่าวิวาทกันเลย ทั้งหมดควรเป็นพวกเดียวกัน”
 
คำบรรยายดังกล่าวสอดคล้องกับหัวใจของกาบัดดี้ ซึ่งการประลองต้องอาศัยการควบคุมตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ มากกว่าจะเป็นสนามของความรุนแรง เพราะชัยชนะไม่ได้เกิดจากการทำร้ายฝ่ายตรงข้าม
 
 
 ภาพประกอบบทความ กาบัดดี้ เกมบุกเดี่ยวในวงล้อม และจิตวิญญาณแบบอินเดีย ศูนย์สารสนเทศประเทศไทยและประชาคมอาเซียน สำนักงานวิทยาทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / Mahabharata Kabaddi IndiaHistory หอสมุดกลาง สังคมวิทยา การเมือง ChulalongkornUniversity Chulalibrary taicchulalibrary taicchula
 
ฉากการประลองของเจ้าชายสิทธัตถะ ในภาพยนตร์เรื่อง The Little Buddha (1993)
ที่มา: https://www.theworldkabaddi.org/history/
 
 
เกมกีฬากับการสร้างชาติอินเดีย
ในมุมมองทางสังคมวิทยา กาบัดดี้คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนวิถีชีวิตชนบทของอินเดีย ความเรียบง่าย ไม่ต้องใช้สนามราคาแพง เพียงแค่มีลานกว้างก็เริ่มเกมได้แล้ว หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่ความเก่งกาจของใครคนหนึ่ง แต่คือการสื่อสารและความไว้เนื้อเชื่อใจกันภายในทีม ซึ่งภาพความสามัคคีนี้เองที่สะท้อนถึงสังคมอินเดียที่เชื่อในการเอาชนะอุปสรรคใหญ่ด้วยพลังของมวลชนอย่างสงบ
 
เมื่ออินเดียได้รับเอกราช รัฐบาลไม่ได้มองว่ากีฬาเป็นเพียงกิจกรรม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างชาติและการทูต ในสมัยของชวาหะร์ลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรก กาบัดดี้ได้รับการผลักดันเป็นอัตลักษณ์ของชาติ เพื่อสร้างพลเมืองที่แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ การส่งเสริมกีฬาชนิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประกาศเอกราช เพื่อลดการพึ่งพาค่านิยมจากตะวันตก และฟื้นฟูจิตวิญญาณดั้งเดิมของอินเดียกลับมา ดังที่เนห์รูเคยกล่าวไว้ว่ากีฬานี้ช่วยสร้างผู้ชายที่แข็งแกร่ง ซึ่งเชื่อมโยงกันทั้งเรื่องสุขภาพ วินัย และหน้าที่ของพลเมือง
 
กาบัดดี้กลายเป็นกีฬาแห่งชาติที่สะท้อนปรัชญาอินเดีย “ใช้ชีวิตเรียบง่าย แต่ยกระดับความคิดให้สูงส่ง”(simple living and high thinking) จากเกมการเล่นบนลานดินในท้องถิ่นเติบโตจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ที่เปี่ยมด้วยพละกำลังและความอดทน ท้ายที่สุดแล้ว กาบัดดี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของผลแพ้ชนะ แต่เป็นพื้นที่ที่อินเดียใช้แสดงตัวตนทางวัฒนธรรม และพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาสามารถเติบโตได้อย่างสง่างามในโลกสมัยใหม่
 
 
 ภาพประกอบบทความ กาบัดดี้ เกมบุกเดี่ยวในวงล้อม และจิตวิญญาณแบบอินเดีย ศูนย์สารสนเทศประเทศไทยและประชาคมอาเซียน สำนักงานวิทยาทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / Mahabharata Kabaddi IndiaHistory หอสมุดกลาง สังคมวิทยา การเมือง ChulalongkornUniversity Chulalibrary taicchulalibrary taicchula
 
เด็กนักเรียนกำลังเล่นกาบัดดี้
ที่มา: By Pratikbuttepatil52 - Own work, CC BY-SA 4.0, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=54809007
 
จากลานดินสู่สนามระดับโลก
แม้กีฬานี้จะมีชื่อเรียกต่างกันตามท้องถิ่น เช่น “Hadudu” ในบังกลาเทศ หรือ “Ghidugudu” ในบางพื้นที่ของอินเดีย และอาจมีกฎกติกาปลีกย่อยที่เพี้ยนกันไปบ้าง แต่แก่นของรูปแบบการเล่นยังเหมือนกัน การยกระดับกาบัดดี้สู่มาตรฐานกีฬาสากล เริ่มเห็นเค้าลางที่ชัดเจนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20
 
การก่อตั้งสมาคมกาบัดดี้แห่งอินเดีย (Kabaddi Federation of India) ในปี 1950 ถือเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการสร้างบรรทัดฐานร่วมให้แก่กีฬาชนิดนี้ กติกาและรายละเอียดที่มีการกำหนดอย่างเป็นระบบ ช่วยให้กาบัดดี้สามารถพัฒนาไปสู่การแข่งขันระดับชาติ กาบัดดี้ได้รับเกียรติให้เป็นกีฬาสาธิตเพียงชนิดเดียว ในเอเชียนเกมส์ครั้งแรกที่กรุงนิวเดลี ปี 1951 และได้รับการยอมรับในฐานะกีฬาชิงเหรียญอย่างเป็นทางการในเอเชียนเกมส์ เมื่อปี 1990
 
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อมีการก่อตั้ง Pro Kabaddi League ซึ่งเป็นลีกอาชีพที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของกาบัดดี้ให้เข้าสู่โลกกีฬาสมัยใหม่อย่างเต็มตัว ทั้งการย้ายมาแข่งบนสนามในร่มที่ได้มาตรฐาน พื้นสนามที่สามารถรองรับแรงกระแทกเพื่อความปลอดภัย ไปจนถึงการปรับกติกาให้สนุกเร้าใจ และกระชับขึ้นเพื่อให้เหมาะกับการถ่ายทอดสด สิ่งเหล่านี้ช่วยดึงดูดผู้ชมกลุ่มใหม่ๆ การยกระดับในครั้งนี้ทำให้กาบัดดี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การละเล่นในชุมชนอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกีฬายอดนิยมระดับชาติที่คนทั่วประเทศชื่นชอบ และเฝ้าติดตาม รวมถึงได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ
 
 
 
 ภาพประกอบบทความ กาบัดดี้ เกมบุกเดี่ยวในวงล้อม และจิตวิญญาณแบบอินเดีย ศูนย์สารสนเทศประเทศไทยและประชาคมอาเซียน สำนักงานวิทยาทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / Mahabharata Kabaddi IndiaHistory หอสมุดกลาง สังคมวิทยา การเมือง ChulalongkornUniversity Chulalibrary taicchulalibrary taicchula
 
การแข่งขันกาบัดดี้ระดับเยาวชนชั้นนำในประเทศอินเดีย Yuva Kabaddi Series (YKS)
ที่มา : https://www.yuvakabaddi.com/photos/128-day-21-yks-edition-11-division-rounds
 
บทส่งท้าย
จากการละเล่นของเด็ก เรื่องเล่าจากมหาภารตะ ร่องรอยในพุทธประวัติ กาบัดดี้ได้เดินทางผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน กีฬาที่ไม่ได้แค่ประลองกำลังว่าใครแข็งแรงกว่ากัน และชัยชนะก็ไม่ได้มาจากการมุ่งเอาชนะกันอย่างบ้าคลั่ง แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ความไว้ใจ การวางแผน รวมถึงการรู้จังหวะที่เหมาะสมว่าเมื่อใดควรบุก และเมื่อใดควรถอย
 
อาจกล่าวได้ว่า กาบัดดี้คือตัวแทนจิตวิญญาณของอินเดียอย่างแท้จริง เพราะหลังประกาศเอกราช อินเดียไม่ได้มองหาเพียงกีฬาเพื่อสร้างความแข็งแรง หรือความสนุกสนาน เพลิดเพลิน แต่ยังมองหาเครื่องหมายที่แสดงให้โลกเห็นว่า พวกเขาสามารถหยัดยืนบนรากเหง้าของตัวเองได้อย่างมั่นคง สิ่งที่ทำให้กาบัดดี้มีความหมายจึงไม่ใช่แค่ความเก่าแก่ แต่คือความสามารถในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชาติ ตั้งแต่ตำนานความเชื่อ วินัย ความอดทน ไปจนถึงพลังแห่งความสามัคคี
 
 
 
 
อ้างอิง:
Bibek Debroy (2017). The illustrated Mahabharata : a definitive guide to India's greatest epic. Penguin Random House.
Call No: Indian Studies 294.5923 I29 2017 https://library.car.chula.ac.th/record=b2160464
วีระ ธีรภัทร, เรียบเรียงและเล่าใหม่ (2555). เรื่องเล่าจากมหากาพย์ มหาภารตะ เล่ม 1-4. โรนิน
Call No: Indian Studies 891.2 ม192รภ 2555  ล.1-4 https://library.car.chula.ac.th/record=b2055051
กรุณา กุศลาลัย, เรืองอุไร กุศลาลัย, แปล (2525). มหากาพย์มหาภารตะ. มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป
Call No: Central Library 891.2 ม192มห c.2 https://library.car.chula.ac.th/record=b1333296
แสง มนวิทูร, แปล (2512). คัมภีร์ลลิตวิสตระ : พระพุทธประวัติฝ่ายมหายาน. กรมศิลปากร.
Call No: Rarebook Collection [DH] พ. 0909 2512 https://library.car.chula.ac.th/record=b2272248
ปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์), พระยา. (2461). ลลิตวิสตร์ พระประถมสมโพธิ์มหายาน พระธรรมจักรพิสดาร. โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ. https://digiverse.chula.ac.th/Info/item/dc:93035
The World Kabaddi. History. https://www.theworldkabaddi.org/history/
Manjunath.T.M. (2019) Kabaddi: Its Antiquity and History. IJCRT Volume 7, Issue 1 March 2019.
 https://www.ijcrt.org/papers/IJCRT1134156.pdf
Ronojoy Sen (2015). Nation at Play: A History of Sport in India. Columbia University Press.
https://www.jstor.org/stable/10.7312/sen-16490
 
.
ผู้จัดทำ: ศูนย์สารสนเทศประเทศไทยและประชาคมอาเซียน
ศึกษาข้อมูลและเรียบเรียง: ปัทมา เจริญกรกิจ เจ้าหน้าที่บริการสารสนเทศ
กราฟิก: ปัทมา เจริญกรกิจ เจ้าหน้าที่บริการสารสนเทศ

views 145