หากย้อนมองประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวกะเหรี่ยง “กอทูเล” อาจไม่ใช่แค่ชื่อ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความฝันและขบวนการทางการเมืองเพื่ออิสระในการปกครองตนเองที่สั่งสมมายาวนานกว่า 70 ปี
ความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลทหารเมียนมากับกลุ่มชาติพันธ์กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เมื่อ พล.อ.เนอดา เมียะ บุตรชายนายพลโบเมียะ อดีตผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (The Karen National Union: KNU) ประกาศจัดตั้ง “สาธารณรัฐกอทูเล” สถาปนาตนเองเป็นประธานาธิบดี และแต่งตั้งคณะรัฐบาลในนามรัฐเอกราชใหม่
อย่างไรก็ดี ต้องทำความเข้าใจว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการดำเนินการของกองกำลังกะเหรี่ยงกอทูเล (Kawthoolei Army: KTLA) เพียงฝ่ายเดียว และไม่สอดคล้องกับท่าทีของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งได้รับการยอมรับจากรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government: NUG) รัฐบาลพลัดถิ่นของเมียนมา ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มต่อต้านรัฐประหารในปี 2021
ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่เป้าหมายทางการเมือง โดย KNU มุ่งผลักดันแนวคิดการปกครองระบอบสหพันธรัฐประชาธิปไตย (Federal Democracy) ซึ่งหมายถึงการอยู่ร่วมกันของหลายรัฐภายใต้รัฐบาลกลางเดียว บนพื้นที่และกองกำลังของตนที่ดำเนินงานมาอย่างยาวนาน ในขณะที่การประกาศ “สาธารณรัฐกอทูเล” ของ KTLA สะท้อนเป้าหมายที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน นั่นคือการแยกตัวออกมาเป็นรัฐเอกราชโดยสมบูรณ์ (Independent Republic)
ในเชิงทฤษฎี การจะนับว่าเป็น “รัฐ” ได้นั้นมีหลักเกณฑ์ที่อ้างอิงได้จากอนุสัญญามอนเตวิเดโอ (Montevideo Convention) มาตรา 1 ซึ่งระบุว่ารัฐต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 4 ประการ ได้แก่ (1) มีประชากรถาวร (2) มีดินแดนที่กำหนดแน่นอน (3) มีรัฐบาล และ (4) มีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับรัฐอื่น นอกจากนี้ มาตรา 3 ของอนุสัญญาฉบับเดียวกันยังวางหลักการไว้ว่า การดำรงอยู่ของรัฐไม่จำเป็นต้องขึ้นกับการยอมรับจากรัฐอื่น กล่าวคือในทางทฤษฎี หากมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ครบถ้วน การประกาศตนเป็นรัฐก็ถือว่าเพียงพอ โดยไม่ต้องรอความเห็นชอบจากภายนอก
แต่ในโลกความเป็นจริง การเมืองระหว่างประเทศซับซ้อนกว่านั้น การไม่ถูกยอมรับจากรัฐอื่นย่อมนำมาซึ่งข้อจำกัดต่างๆ อาทิ การไม่สามารถเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ การไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ ไปจนถึงการไม่สามารถทำข้อตกลงทางการค้าหรือความมั่นคงอย่างเป็นทางการได้ ดังนั้น แม้รัฐจะ “มีอยู่” ในทางกฎหมาย แต่ก็อาจ “อยู่ไม่ได้” ในทางปฏิบัติ
การยอมรับจากประชาคมโลกไม่อาจเกิดจากการประกาศฝ่ายเดียว หากพื้นที่ยังดำรงอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง และปราศจากการยอมรับสถานะทางการเมือง กรณีของกอทูเล การจัดตั้งสาธารณรัฐโดยแกนนำกองกำลังกะเหรี่ยงเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลทหารเมียนมายังคงอ้างอธิปไตยเหนือดินแดนดังกล่าว อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับจุดยืนของ KNU และเผชิญความเห็นต่างกับกองกำลังกะเหรี่ยงติดอาวุธกลุ่มอื่นๆ ขณะที่พื้นที่ที่อ้างสิทธิ์ยังคงเป็นสมรภูมิการสู้รบ
ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ ประชาคมโลกจึงอาจมีแนวโน้มมองสถานการณ์ดังกล่าวในกรอบของความขัดแย้งภายในประเทศเป็นหลักมากกว่าการก่อรูปของรัฐใหม่ แม้ว่าในถ้อยคำประกาศของ พล.อ.เนอดา เมียะ จะมีการอ้างถึงประวัติศาสตร์ของการถูกกดขี่ การเลือกปฏิบัติ และความรุนแรงที่ชาวกะเหรี่ยงเผชิญมาอย่างยาวนานก็ตาม
หากหันกลับไปมองกรณีของ ติมอร์-เลสเต ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกอาเซียนน้องใหม่ที่สามารถประกาศเอกราชได้สำเร็จ จะเห็นบริบทที่แตกต่างออกไป ติมอร์-เลสเตไม่ได้อาศัยการต่อสู้ด้วยอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่มีเรื่องของสถานะทางกฎหมายในฐานะอดีตอาณานิคมของโปรตุเกสที่ถูกอินโดนีเซียผนวกเข้าไปในช่วงสงครามเย็น
แม้การผนวกดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ในบริบทการเมืองโลกขณะนั้น แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดลง บรรทัดฐานทางการเมืองระหว่างประเทศก็เปลี่ยนไป การยึดครองดินแดนด้วยกำลังเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น กระบวนการกอบกู้เอกราชของติมอร์-เลสเตจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความพยายามและการสูญเสียของประชาชน ผนวกกับแรงกดดันจากเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนที่ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นวาระสากล เหตุการณ์อย่างการสังหารหมู่ที่ซานตาครูซในปี 1991 มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ภาพความรุนแรงถูกส่งต่อไปทั่วโลก และลดทอนความชอบธรรมของอินโดนีเซียในเวทีระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
เอกราชของติมอร์-เลสเตเกิดขึ้นไม่ใช่เพราะชัยชนะในสนามรบ หากแต่จากการที่สังคมโลกค่อยๆ เห็นพ้องว่าการยึดครองดินแดนของอินโดนีเซียไม่อาจถือว่าชอบธรรม และหันมายอมรับสิทธิของชาวติมอร์-เลสเตในการกำหนดอนาคตของตนเอง กระบวนการนี้เปิดทางให้เกิดการจัดประชามติภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ และนำไปสู่การก่อตั้งรัฐเอกราชในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของติมอร์-เลสเตยังสะท้อนให้เห็นว่า เอกราชเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างรัฐ ความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่ความสามารถในการบริหารประเทศ การจัดสรรทรัพยากร และการดูแลประชาชนให้รัฐสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
ณ เวลานี้ ยังยากจะประเมินได้ว่าอนาคตของกอทูเล และความใฝ่ฝันในการเป็นดินแดนที่ไร้ความมืด หรือดินแดนที่ปราศจากความชั่วร้าย ตามความหมายในภาษากะเหรี่ยง จะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ ความเป็นรัฐไม่ใช่สิ่งที่ใครฝ่ายหนึ่งจะประกาศขึ้นมาได้ตามลำพัง หากแต่ต้องดำรงอยู่ท่ามกลางรัฐอื่นๆ และเงื่อนไขมากมายที่ประชาคมโลกมีส่วนร่วมกำหนดร่วมกัน
ชวนศึกษาต่อในประเด็นการศึกษารัฐชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความขัดแย้งในเมียนมา และประวัติศาสตร์เส้นทางสู่เอกราชของติมอร์-เลสเต ผ่านทรัพยากรสารสนเทศของ TAIC
- Damien Kingsbury (2017). Politics in Contemporary Southeast Asia: Authority, Democracy and Political Change. Routledge.
- Erik Paul (2010). Obstacles to Democratization in Southeast Asia: A Study of the Nation State, Regional and Global. Order Palgrave Macmillan.
- Lee Jones (2012). ASEAN, Sovereignty and Intervention in Southeast Asia. Palgrave Macmillan.
.
- Ardeth Maung Thawnghmung (2008). The Karen revolution in Burma: diverse voices, uncertain ends. Institute of Southeast Asian Studies.
- ลลิตา หาญวงษ์ (2024). Hidden Myanmar การต่างประเทศร่วมสมัยและความเคลื่อนไหวของฤาษีแห่งเอเชีย. มติชน.
.
- Ben Kiernan (2008). Genocide and Resistance in Southeast Asia: Documentation, Denial & Justice in Cambodia & East Timor. Transaction Publishers.
- Sonny Inbaraj (1995). East Timor: Blood and Tears in ASEAN. Silkworm Books.
.
อ้างอิง:
The Faculty of Law, UiO. Montevideo Convention on the Rights and Duties of States.
Thaipbs (2026). สถาปนาสาธารณรัฐกอทูเล พร้อมจัดตั้งรัฐบาล.
จอห์น จี. เทเลอร์. สิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ และอรพรรณ ลีนะนิธิกุล, แปล (2012). ติมอร์ตะวันออก : เส้นทางสู่เอกราช. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
ผู้จัดทำ: ศูนย์สารสนเทศประเทศไทยและประชาคมอาเซียน
ศึกษาข้อมูลและเรียบเรียง: ปัทมา เจริญกรกิจ เจ้าหน้าที่บริการสารสนเทศ
ออกแบบภาพประกอบ: ธนธัส วิทยากรณ์ เจ้าหน้าที่บริการสารสนเทศ