6 มกราคม 2569
จากจันทรคติ สู่วิถีแห่งสุริยะ : ประวัติความเป็นมาของพุทธศักราช และการกำหนดวันขึ้นปีใหม่ของประเทศไทย

“สวัสดี…ปีใหม่แล้ว… ผองไทยจงแคล้วปวงภัย…”
ในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ หลายท่านคงจะได้ยิน เพลง “พรปีใหม่” เพลงพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 9 ดังแว่วอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่นห้างร้าน สถานีรถไฟ โทรทัศน์ หรือวิทยุ บทเพลงนี้เปรียบเสมือนเพลงประจำเทศกาลปีใหม่ของไทย ที่บอกเราว่า ปีเก่ากำลังจะสิ้นสุดลง และศักราชใหม่กำลังจะเริ่มต้น
หากพิจารณาจากเนื้อเพลง คำว่า “วันปีใหม่” ในที่นี้ หมายถึง “วันขึ้นปีใหม่ของพุทธศักราช” เนื่องจากเพลงดังกล่าวทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2494 ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยได้ประกาศให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่ทศวรรษ เราจะพบว่าจุดเริ่มต้นของปีใหม่ไทยมีการขยับปรับเปลี่ยนอยู่หลายระลอก จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการปฏิรูปปฏิทินจากระบบจันทรคติมาสู่ “สุริยคติ” และกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ของรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) เป็นครั้งแรก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 แม้จะทรงเปลี่ยนกลับมาใช้ “พุทธศักราช” (พ.ศ.) เป็นศักราชหลัก แต่ยังคงยึดถือวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่เรื่อยมา จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งสู่สากลในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ย้ายวันขึ้นปีใหม่มาเป็นวันที่ 1 มกราคม ดังเช่นปัจจุบัน
บทความนี้จึงชวนทุกท่านมาย้อนดูเส้นทางการเดินทางของกาลเวลา และเบื้องหลังการเดินทางของวันปีใหม่ไทยที่สะท้อนถึงการปรับตัวของสังคมเข้าสู่บริบทโลกสมัยใหม่...
วิชาปฏิทิน 101 : ปูพื้นฐานว่าด้วยศักราชไทย และการนับวัน
ก่อนจะย้อนรอยไปดูการเปลี่ยนแปลงของการนับวัน เดือน ปี เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจ “เครื่องมือ” ที่มนุษย์ใช้จัดระเบียบเวลาเสียก่อน ได้แก่
1. ศักราช (Era System) ระบบนับลำดับปีที่มีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์สำคัญ ทำหน้าที่เป็นมาตรฐานอ้างอิงช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ เช่น
- ร.ศ. (รัตนโกสินทร์ศก) : เริ่มนับปีที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานี (พ.ศ. 2325) เป็น ร.ศ. 1
- พ.ศ. (พุทธศักราช) : นับจากปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน โดยประเทศไทยเริ่มนับเมื่อปรินิพพานครบ 1 ปีเต็ม เป็น พ.ศ. 1
- ค.ศ. (คริสต์ศักราช) : นับจากปีประสูติของพระเยซู (Anno Domini) ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 544 ของไทย
2. ปฏิทิน (Calendar System) ระบบจัดระเบียบและนับวัน เดือน ปี โดยแบ่งตามปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ใช้อ้างอิง
- ปฏิทินจันทรคติ (Lunar Calendar): อิงตามวงโคจรของดวงจันทร์รอบโลก (Synodic Month) 1 เดือนมีประมาณ 29.5 วัน ทำให้หนึ่งปีมี 354 หรือ 355 วัน และในบางปีต้องมีการเพิ่มเดือนที่ 13 (อธิกมาส) เพื่อให้ฤดูกาลไม่คลาดเคลื่อน
- ปฏิทินสุริยคติ (Solar Calendar): อิงตามวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ 1 ปีจะเทียบเท่ากับหนึ่งรอบการโคจรสมบูรณ์ (ประมาณ 365 วัน 5 ชั่วโมง 48 นาที 46 วินาที) ระบบนี้มีความแม่นยำสูงในการกำหนดฤดูกาล และใช้เป็นมาตรฐานสากลในปัจจุบัน
3. วันขึ้นปีใหม่ (New Year's Day) วันเริ่มต้นการนับรอบปีใหม่ตามระบบปฏิทินที่เลือกใช้ ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทย วันขึ้นปีใหม่เคยถูกกำหนดตามทั้งระบบจันทรคติ (เช่น วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5) และระบบสุริยคติ (เช่น 1 เมษายน หรือ 1 มกราคม) ตามความเหมาะสมของบริบทสังคมในแต่ละยุคสมัย
ว่าด้วยศักราชและเกณฑ์การนับวันในสยาม
เพื่อให้เข้าใจถึงรากฐานของเวลาในประเทศไทย เราสามารถจำแนกประเภทของศักราช และระบบการคำนวณที่ปรากฏได้ดังนี้
1.ประเภทของศักราชในประเทศไทย
จากการวิเคราะห์ของ พูล เหมือนศาสตร์ (2520) สามารถแบ่งศักราชที่ใช้ในประเทศไทยออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
- ศักราชที่ผูกกับศาสนา/ความเชื่อ เช่น
- พุทธศักราช (พ.ศ.) : เริ่มนับจากปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน
- คริสต์ศักราช (ค.ศ.) : เริ่มนับปีที่พระเยซูคริสต์ประสูติ (Anno Domini)
- ฮิจเราะห์ศักราช (ฮ.ศ.) : เริ่มนับปีที่มุฮัมมัดอพยพจากเมืองมักกะฮ์ไปยังมะดีนะห์
- กลียุคศักราช (ก.ศ.) : เริ่มนับปีเมื่อเข้าสู่ยุคที่ 4 (กลียุค) ตามคติฮินดู
- ศักราชที่รัฐหรือกษัตริย์กำหนดใช้ในการปกครอง เช่น
- มหาศักราช (ม.ศ.) : เริ่มนับปีที่พระเจ้ากนิษกะขึ้นครองราชย์ในอินเดีย
- รัตนโกสินทรศก (ร.ศ.) : ตั้งโดยรัชกาลที่ 5 เริ่มนับปีที่ก่อตั้งกรุงเทพฯ
2. เกณฑ์การนับวัน-เดือน-ปี ของไทย: จันทรคติ vs สุริยคติ
ระบบจันทรคติ เป็นการนับเวลาโดยสังเกตจากดวงจันทร์รอบโลก (ใช้เวลาประมาณ 29.5 วันต่อรอบ) เมื่อนำมาจัดทำเป็นปฏิทิน จึงต้องสลับกันระหว่าง เดือนคี่ (29 วัน) และ เดือนคู่ (30 วัน)
เพื่อให้สอดคล้องกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ปฏิทินจันทรคติจึงต้องมีการ "ทดวัน" และ "เพิ่มเดือน" เป็นระยะ จนเกิดเป็นปี 4 รูปแบบที่หลายคนฟังแล้วอาจจะเริ่มเบลอ แต่ถ้าลองแยกส่วน เดือน กับ วัน จะเข้าใจได้ไม่ยาก ดังนี้:
- แบบที่ 1: เดือนปกติ วันปกติ (ปีปกติมาสปกติวาร) มี 12 เดือน 354 วัน - เป็นปีรอบปกติที่นับตามมาตรฐานจันทรคติทั่วไป
- แบบที่ 2: เดือนปกติ วันไม่ปกติ (ปีปกติมาสอธิกวาร) มี 12 เดือน 355 วัน - มี 12 เดือนเท่าเดิม แต่เนื่องจากพระจันทร์เดินช้ากว่าปฏิทิน จึงต้องเพิ่มวันพิเศษเข้าไป 1 วัน (ในเดือน 7) เพื่อให้เวลาตรงกัน
- แบบที่ 3: เดือนไม่ปกติ วันปกติ (ปีอธิกมาสปกติวาร) มี 13 เดือน 384 วัน - ต้องเพิ่มเดือนพิเศษแทรกเข้ามาอีก 1 เดือน (คือมีเดือน 8 สองหน) เพื่อทดเวลาไม่ให้ฤดูกาลเคลื่อนที่คลาดเคลื่อนไปจากเดิม
- แบบที่ 4: เดือนไม่ปกติ วันไม่ปกติ (ปีอธิกมาสาธิกวาร) มี 13 เดือน 385 วัน – เป็นปีที่มีทั้งการเพิ่มเดือน 8 สองหน และเพิ่มวันพิเศษเข้าไปอีก 1 วัน
ศักราชที่ใช้จันทรคติ เช่น จุลศักราช, ฮิจเราะห์ศักราช, พุทธศักราช (ก่อน พ.ศ. 2456)
หมายเหตุ: คำว่า ‘อธิก’ (adhika) เป็นภาษาสันสกฤต มีความหมายว่า ยิ่ง เกิน มาก แทรก หรือ เพิ่มขึ้น ‘อธิกมาส’ (adhikamāsa) จึงหมายถึง ‘An intercalated month’ หรือปีที่มีการเพิ่มเดือนพิเศษแทรกเข้ามา ทั้งนี้ เพื่อให้เนื้อหาอ่านเข้าใจง่าย ผู้เขียนจึงขอใช้คำอธิบายในลักษณะปีที่วันและเดือน “ปกติ” หรือ “ไม่ปกติ” แทน
ระบบสุริยคติ ป็นการคำนวณจากการที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบ ซึ่งโดยเฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 365 วัน โดยแบ่งปีออกเป็น 2 รูปแบบหลัก
- ปีปกติสุรทิน: 12 เดือน 365 วัน - ปีมาตรฐานที่โลกโคจรเกือบครบวงรอบ
- ปีอธิกสุรทิน: 12 เดือน 366 วัน - ปีที่มีการเพิ่มวันพิเศษในเดือนกุมภาพันธ์ (จาก 28 เป็น 29 วัน) เพื่อชดเชยเวลาที่เกินมาในแต่ละปี
อย่างไรก็ตาม ความยากอยู่ที่การคำนวณว่า “ปีไหนควรจะมี 366 วัน” เพื่อให้ปฏิทินไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ซึ่งในประวัติศาสตร์โลกมีการใช้ 2 ระบบสำคัญ ได้แก่
- ปฏิทินจูเลียน (Julian calendar): กำหนดให้ 1 ปีมี 365.25 วัน โดยใช้หลักการง่าย ๆ คือ “ปีใดที่หาร 4 ลงตัว ให้ปีนั้นเป็นปีอธิกสุรทิน” (ไม่มีข้อยกเว้น) ซึ่งการคำนวณแบบนี้ทำให้เกิดการคาดเคลื่อน (เนื่องจาก 1 ปีมีประมาณ 365.2425 วัน) ทำให้ในระยะยาวปฏิทินจะเดินเร็วเกินจริงจนฤดูกาลคลาดเคลื่อน
- ปฏิทินเกรกอเรียน (Gregorian calendar): ปรับปรุงให้แม่นยำขึ้น โดยใช้หลักการ "ปีที่หารด้วย 4 ลงตัว เป็นอธิกสุรทิน แต่มีข้อยกเว้นคือ หากปีนั้นหารด้วย 100 ลงตัว จะต้องหารด้วย 400 ลงตัวด้วย ถึงจะเป็นอธิกสุรทิน
ตัวอย่างเปรียบเทียบ: ปี ค.ศ. 1900 ตามปฏิทินจูเลียน เป็นปีอธิกสุรทิน เพราะหาร ด้วย 4 ลงตัว แต่ปฏิทินเกรกอเรียนจะไม่ใช่ปีอธิกสุรธิน เพราะหาร 100 ลงตัว แต่หาร 400 ไม่ลงตัว
รัชกาลที่ 5 : เปลี่ยนจากระบบจันทรคติ เป็น สุริยคติ จุดกำเนิดของ ร.ศ.
ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณวัน เดือน ปี จากระบบจันทรคติมาเป็นระบบสุริยคติอย่างเป็นทางการในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเหตุผลสำคัญเนื่องมาจากข้อจำกัดและความไม่สะดวกในการใช้ระบบจันทรคติ ดังต่อไปนี้
ข้อเสียของระบบจันทรคติ
- ความไม่สอดคล้องกับฤดูกาล : แม้ว่าจะมีการนำดวงอาทิตย์มาใช้ในการคำนวณอยู่บ้าง แต่ระบบจันทรคติไม่ได้ใช้โลกเป็นหลักในการโคจร ทำให้การคำนวณวัน เดือน ปี ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่แท้จริง
- ความผันผวนของจำนวนวันในแต่ละปี : จำนวนวันในรอบปีของระบบจันทรคติมีความแตกต่างกันมากระหว่างปีปกติมาสและปีอธิกมาส (เช่น 354 วัน กับ 384 วัน หรือ 355 วัน กับ 385 วัน) ทำให้เกิดความยุ่งยากในการอ้างอิงและกำหนดเหตุการณ์ต่างๆ
- ความซับซ้อนในการคำนวณและการใช้งาน : การคำนวณตามระบบจันทรคติมีความยุ่งยากและซับซ้อน ทำให้คนทั่วไปเข้าถึงและเรียนรู้ได้ยาก รวมถึงเป็นอุปสรรคในการอ้างอิงเหตุการณ์ในอดีตและคาดการณ์อนาคต
ด้วยเหตุผลดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงทรงประกาศใช้วิธีการคำนวณตาม ระบบสุริยคติ ซึ่งมีข้อดีที่เหนือกว่าและมีความเหมาะสมกับการใช้งานในยุคสมัยใหม่:
ข้อดีของระบบสุริยคติ
- ความใกล้ชิดกับฤดูกาล : ระบบสุริยคติใช้การโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์เป็นหลักในการคำนวณ ทำให้มีความสอดคล้องกับฤดูกาลตามธรรมชาติมากที่สุด
- จำนวนวันที่คงที่และใกล้เคียงกัน : จำนวนวันของปีปกติและปีอธิกสุรทินมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย (365 วัน กับ 366 วัน) ทำให้สามารถระบุเหตุการณ์ตามวันได้อย่างแน่นอนและมีความแม่นยำสูง
- ความง่ายในการเรียนรู้และทำความเข้าใจ : ระบบสุริยคติมีความเข้าใจง่ายและเรียนรู้ได้สะดวกสำหรับคนทั่วไป
พร้อมกันนี้ ได้ทรงประกาศใช้ ศักราชใหม่ ที่เรียกว่า "รัตนโกสินทร์ศก" (ร.ศ.) โดยอ้างอิงวันก่อตั้งกรุงเทพมหานครเป็นจุดเริ่มต้น และยึดตามรูปแบบปฏิทินแบบเกรกอเรียน (Gregorian Calendar)
ในการเปลี่ยนผ่านสู่ศักราชใหม่นี้ ได้มีการ กำหนดวันขึ้นปีใหม่ของรัตนโกสินทร์ศกให้เป็นวันที่ 1 เมษายน โดยเริ่มต้นนับให้วัน 2 เดือน 5 ขึ้น 1 ค่ำ ปีฉลู จุลศักราช 1250 เป็นวันเริ่มต้นคือ วันที่ 1 เมษายน ร.ศ. 108
แบบค้นวันตามสุริยคติกาลกับจันทรคติกาลเทียบกันแต่ ร.ศ. 1 ถึง ร.ศ. 123
ในช่วงการเปลี่ยนผ่านระบบปฏิทิน ขุนประสาสน์อักษรการ (ครูใหญ่โรงเรียนเบญจมบพิตร) ได้เรียบเรียงหนังสืออ้างอิงสำคัญเพื่อเป็นประโยชน์ในการสืบค้นและเทียบเคียงวันเวลาจากระบบเดิมสู่ระบบใหม่ สำหรับท่านที่ต้องการตรวจสอบว่าวันในระบบจันทรคติ (ในสมัยรัชกาลที่ 5) ตรงกับวันที่เท่าใดในระบบสุริยคติ (ร.ศ.) สามารถศึกษาได้ที่

รัชกาลที่ 6: เปลี่ยน ร.ศ. มาเป็น พ.ศ.
ภายหลังจากการประกาศใช้ รัตนโกสินทร์ศก โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ในปี พ.ศ. 2455 นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงมีพระราชดำริที่จะประกาศใช้พุทธศักราช เป็นปีศักราชหลักในรัชสมัยของพระองค์แทนรัตนโกสินทร์ศก
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้มีเหตุผลสำคัญหลายประการ ซึ่งสามารถสรุปได้จากพระราชหัตถเลขา รายวัน และพระราชโองการประกาศนับวัน เดือน ปี พ.ศ. 2455 ดังนี้
1.ปัญหาของรัตนโกสินทร์ศกในทางปฏิบัติ : ทรงเห็นว่ารัตนโกสินทร์ศกนั้นเป็นศักราชที่ค่อนข้างสั้น กล่าวคือเริ่มต้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้เกิดความไม่สะดวกอย่างยิ่งในการอ้างอิงถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในอดีตก่อนหน้ายุครัตนโกสินทร์ หากจำเป็นต้องกล่าวถึงเหตุการณ์เหล่านั้น ก็ยังคงต้องกลับไปใช้ศักราชอื่น ๆ เช่น จุลศักราช, มหาศักราช, พุทธศักราช, หรือ คริสต์ศักราช ซึ่ง”ดูเป็นการเสียรัศมี” และทำให้ขาดความเป็นเอกภาพในการบันทึกประวัติศาสตร์
2.ความคุ้นเคยและความเป็นสากลในบริบทไทย : พุทธศักราชเป็นศักราชที่พสกนิกรชาวไทยและหน่วยงานราชการต่าง ๆ มีความคุ้นเคยและใช้งานกันมาอย่างยาวนานอยู่แล้ว การเปลี่ยนมาใช้พุทธศักราชจึงไม่ใช่เรื่องใหม่
3.การเน้นย้ำสถานะของพระพุทธศาสนา : ในฐานะที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก และพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ การใช้พุทธศักราชเป็นศักราชหลักของประเทศจึงเป็นการสอดคล้องกับความเชื่อและคตินิยมของชาติ
4.การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ให้ตรงตามคัมภีร์ทางพุทธศาสนา :
- ทรงกำหนดให้ วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ของพุทธศักราช โดยอ้างอิงจากผลการคำนวณตาม คัมภีร์สุริยาตร์ ซึ่งเป็นคัมภีร์ดาราศาสตร์และโหราศาสตร์โบราณ
- ผลการคำนวณชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์สำคัญที่สุดในพุทธศาสนา อันได้แก่ การประสูติ การตรัสรู้ และการปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ล้วนแต่เกิดขึ้นในช่วง เดือนเมษายน (ซึ่งตามการนับแบบโบราณอาจตรงกับเดือน 5 หรือเดือนวิสาขะ)
- ด้วยเหตุผลนี้ จึงทรงมีพระราชดำริว่าควรเริ่มต้นปีใหม่ของพุทธศักราชในเดือนเมษายน และได้กำหนดอย่างเป็นทางการให้ วันที่ 1 เมษายน เป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ของพุทธศักราชนับแต่นั้นมา
จอมพล ป. : ย้ายปีใหม่จาก 1 เมษายน เป็น 1 มกราคม
ในเวลาต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2484 สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กำหนดให้วันเปลี่ยนพุทธศักราช หรือวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่ 1 มกราคม แทน ด้วยเหตุผลตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนี้
- เป็นมาตรฐานสากล : นานาอารยประเทศ รวมถึงประเทศสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออก นิยมถือวันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นต้นปี
- ไม่ผูกกับศาสนา จารีต หรือการเมืองของชาติใดชาติหนึ่ง : การใช้วันที่ 1 มกราคมถูกอธิบายว่าเป็นหลักกลาง มิได้ยึดโยงกับความเชื่อหรืออุดมการณ์เฉพาะชาติ
- อิงหลักการคำนวณทางดาราศาสตร์ (สุริยคติ) : วันขึ้นปีใหม่แบบ 1 มกราคมสอดคล้องกับระบบปฏิทินสุริยคติที่ใช้กันแพร่หลาย และมีประวัติการใช้อย่างยาวนานกว่า 2,000 ปี
- สอดคล้องกับการที่ไทยหันมาใช้สุริยคติแบบนานาประเทศ : เมื่อประเทศไทยใช้การนับวันเดือนปีแบบสุริยคติแล้ว จึงเห็นสมควรใช้วันขึ้นปีใหม่ให้ตรงกับประเทศอื่น
- โยงให้เข้ากับปฏิทินจันทรคติไทย : วันที่ 1 มกราคมถูกอธิบายว่าอยู่ใกล้กับ “วันแรม 1 ค่ำ” ของไทย จึงไม่ขัดกับกรอบการนับแบบจันทรคติเดิม
- เหมาะสมด้านฤดูกาล : ถือว่าเป็นการเริ่มต้นปีในฤดูหนาว ซึ่งถูกมองว่าเหมาะสมกับการเริ่มต้นปีใหม่
"แต่ในนานาอารยประเทศทั้งปวง ตลอดถึงประเทศใหญ่ ๆ ทางปลายบุรพทิศนี้ ได้นิยมใช้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นต้นปี การนิยมใช้วันที่ ๑ มกราคม นี้มิได้เกี่ยวข้องกับลัทธิศาสนา จารีตประเพณี หรือการเมืองของชาติใดประเทศใด แต่เป็นการคำนวณโดยวิทยาการทางดาราศาสตร์ และนิยมใช้กันมาเป็นเวลากว่าสองพันปี เมื่อประเทศไทยได้นิยมถือสุริยคติตามอย่างนานาประเทศแล้ว ก็เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะใช้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นต้นปีเหมือนอย่างประเทศทั้งหลาย เพราะวันที่ ๑ มกราคม ก็ใกล้เคียงกับวันแรม ๑ ค่ำ ของไทย และเป็นการใช้ฤดูหนาวเริ่มต้นปี การใช้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ จะเป็นการสอดคล้องต้องตามจารีตประเพณีโบราณของไทย ต้องตามคติแห่งพระบวรพุทธศาสนา และได้ระดับกับนานาอารยประเทศทั้งมวล"
จะเห็นได้ว่าการใช้ปฏิทินสากลและกำหนดวันปีใหม่ตรงกับวันที่ 1 มกราคม เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐที่มุ่งปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ความคิด และระบบการบริหารของสังคมไทยให้เป็นแบบสากลมากขึ้น และปรับระบบปฏิทินของพุทธศักราช ให้เริ่มต้นสอดคล้องกับคริสต์ศักราชของตะวันตก
…
วันปีใหม่ จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของวันเวลาในปฏิทิน แต่ยังแสดงให้เห็นการจัดระเบียบเวลา ศาสนา ความเชื่อ การสร้างความหมาย จนไปถึงอัตลักษณ์ของชาติ พัฒนาการของวันปีใหม่ไทยจึงเปิดพื้นที่ให้เราครุ่นคิดว่า เวลาไม่ใช่สิ่งที่เป็นกลาง หากแต่ถูกกำหนด เปลี่ยนแปลง และให้ความหมายใหม่อยู่เสมอ ตามอำนาจ ความเชื่อ และ บริบทของพื้นที่และเวลาของแต่ละสังคมวัฒนธรรม
แบบค้นศักราชปีเกิด
สำหรับท่านที่ศึกษาเอกสารโบราณแล้วพบการระบุปีเกิดเป็นชื่อปีนักษัตรหรือศักราชที่หลากหลาย และต้องการเทียบหาปีที่แน่นอน สามารถศึกษาได้ที่
บรรณานุกรม
คณะกรรมการฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ 8 รอบ และ 100 ปี ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. (2524). สารานุกรม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เล่ม 2 ย-อ "ศัพท์บัญญัติ". เจริญวิทย์การพิมพ์.
https://library.car.chula.ac.th/record=b1297023
"ประกาศวิธีนับวัน เดือน ปี." (2455, 2 มีนาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 29. หน้า 2645-2646.
"ประกาศให้ใช้เวลาอย่างใหม่." (1250, วันอาทิตย์ เดือน 4 แรม 15 ค่ำ). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 5 แผ่นที่ 52. หน้า 451.
ศึกษาข้อมูลและเรียบเรียง: ธนาวีร์ โสมมูล
ออกแบบภาพประกอบ: ธนาวีร์ โสมมูล, ธนธัส วิทยากรณ์
views 99