ชลิรสา อุณรุ

บรรณารักษ์ห้องสมุดคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          การวิจัยทางการพยาบาลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างองค์ความรู้ทางการพยาบาล มีผลต่อการพัฒนาของวิชาชีพพยาบาลและสิ่งสำคัญคือพัฒนาการปฏิบัติการพยาบาลอันเป็นผลให้ผู้รับบริการและสังคมโดยรวมได้รับการตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพ รวมทั้งได้รับการบริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สังคมยอมรับเห็นคุณค่า และให้ความเชื่อถือวิชาชีพพยาบาลมากขึ้น ทำให้เกิดการยอมรับวิชาชีพพยาบาลในฐานะที่เป็นวิชาชีพที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมมากขึ้น (Parse, 1995) นอกจากนั้นการทำวิจัยได้ถูกกำหนดให้เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการพัฒนาตำแหน่งหน้าที่ของพยาบาลในหน่วยงานของทบวงมหาวิทยาลัยและกระทรวงสาธารณสุข เพื่อแสดงความสามารถเชิงวิชาการในการพัฒนางานที่รับผิดชอบ ดังนั้นการวิจัยทางการพยาบาลจึงมีความสำคัญและเป็นกลวิธีสำคัญในการปรับปรุงการให้บริการของพยาบาล เพื่อจุดมุ่งหมายสูงสุดคือ การปรับปรุงการปฎิบัติของสมาชิกในวิชาชีพให้สามารถให้บริการที่ดีที่สุดแก่ผู้รับบริการ (Polit and Hungler, 1991)

          งานวิจัยทางการพยาบาลมีความสำคัญยิ่งต่อการสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาการศึกษาพยาบาล การพัฒนาการปฏิบัติการพยาบาล การพัฒนาวิชาชีพพยาบาล ตลอดจนการพัฒนาสุขภาพของประชาชน แต่งานวิจัยยังมีปริมาณไม่มากและร้อยละ 80 เป็นงานวิจัยที่กระทำในมหาวิทยาลัย การเผยแพร่และการนำผลการวิจัยไปใช้ยังมีน้อยมาก ผลการวิจัยยังอยู่ในลักษณะกระจัดกระจายมีการศึกษาซ้ำซ้อนในเรื่องเดียวกัน หรือเรื่องที่คล้ายคลึงกัน โดยไม่มีการรวบรวมองค์ความรู้ที่ได้อย่างเป็นระบบและขาดการประสานร่วมกัน

         การเรียนระดับบัณฑิตศึกษาได้กำหนดให้นิสิตต้องทำวิทยานิพนธ์ เพื่อแสวงหาทฤษฎีหรือข้อความรู้ใหม่มีระบบแบบแผนและกระบวนการที่เป็นขั้นตอน ผู้วิจัยต้องมีการทบทวนวรรณกรรมและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องให้มีจำนวนมากพอที่จะเป็นหลักฐานความรู้ในการทำโครงการวิจัย และทำให้มั่นใจว่าการทำวิจัยเรื่องนั้นๆยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน การศึกษาบทคัดย่อวิทยานิพนธ์หรือรายงานการวิจัยจะช่วยให้รู้ว่าปัญหาอะไรควรนำมาทำวิจัยและยังช่วยให้ไม่เลือกทำปัญหาที่ซ้ำกับผู้อื่นทำไว้แล้วด้วย

          ปัจจุบันงานวิจัยทางการพยาบาลในห้องสมุดจะประกอบไปด้วยผลงานวิจัยของคณาจารย์ และวิทยานิพนธ์ของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ผลงานวิจัยเหล่านี้ยังมิได้มีการวิเคราะห์เนื้อหา และจำแนกตามสาขาวิชา ลักษณะ ประเภท ชนิดของเครื่องมือ ประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างสถิติที่ใช้ทำให้ผู้ที่ต้องการค้นคว้าอ้างอิงไม่ได้รับความสะดวกและเสียเวลาในการสืบค้นข้อมูล และข้อมูลส่วนใหญ่ยังจัดทำในรูปของบรรณานุกรมไม่มีบทคัดย่อ ถึงแม้จะสะดวก สามารถค้นได้จากทางเลือกหลายทาง เช่น ชื่อผู้วิจัย ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง ตลอดจนคำสำคัญแต่ผู้ใช้ก็จะต้องเสียเวลาไปค้นจากตัวเล่มจึงจะทราบถึงรายละเอียดที่ต้องการอย่างครบถ้วน ผู้ใช้ส่วนใหญ่ต้องการข้อมูลที่ละเอียดและกว้างพอที่จะนำไปรวบรวมและเขียนโครงการวิจัยต่อไป

          จากความสำคัญและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวจึงทำให้ผู้วิจัยในฐานะที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ แนะนำ และให้คำปรึกษาในการค้นหาข้อมูลแก่นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมีความสนใจที่จะทำการศึกษาผลงานวิจัยทางการพยาบาลของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาในห้องสมุด คณะพยาบาลศาสตร์ ในระหว่าง พ.. 2536-2542 โดยคาดหวังว่าผลของการวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อนิสิต อาจารย์ และพยาบาลต่อไป

          1. สำรวจปริมาณผลงานวิจัยทางการพยาบาลของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาในห้องสมุดคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาฯ ปี พ.. 2536-2542 จำแนกตามสาขา ลักษณะ ประเภท แหล่งเงินทุน และปีที่งานวิจัยสำเร็จ

          2. ศึกษาชนิดของเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ลักษณะของประชากร และกลุ่มตัวอย่าง วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนการใช้สถิติประมวลผลข้อมูลของงานวิจัยทางการพยาบาลของห้องสมุดคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

           การศึกษาผลงานวิจัยทางการพยาบาลของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในห้องสมุดคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากร คือ งานวิจัยทางการพยาบาลของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.. 2536-2542 ที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว จำนวน 305 เล่ม

          1. สร้างแบบบันทึก ประกอบด้วย

                   1.1 ชื่อวิทยานิพนธ์

                   1.2 ชื่อผู้ทำวิทยานิพนธ์

                   1.3 ชื่อสาขาวิชาและสถาบันการศึกษา

                   1.4 ลักษณะงานวิจัย (ระเบียบวิธีวิจัย)

                   1.5 ประเภทของงานวิจัย

                   1.6 แหล่งเงินทุน

                   1.7 ชนิดของเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล

                   1.8 ลักษณะของประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง

                   1.9 วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง

                   1.10 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

                   1.11 ปีที่พิมพ์เผยแพร่

           2. ทดสอบแบบบันทึกโดย ผู้วิจัยได้ทดสอบความเป็นปรนัยโดยการนำไปทดลองใช้บันทึกข้อมูลจากตัวอย่างวิทยานิพนธ์ที่สุ่มมาจำนวน 20 เรื่อง แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขอีกครั้งเพื่อให้ได้ความครบถ้วนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ก่อนนำไปเป็นแบบบันทึกข้อมูลจริง

          3. ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลมีดังนี้

                   3.1างแผนการเก็บข้อมูล โดยกำหนดวัน เวลา และปริมาณงานวิจัย

                   3.2 อธิบายรายละเอียดของแบบบันทึกข้อมูลให้กับผู้ช่วยวิจัยทราบและเข้าใจวิธีการลง รายการในการกรอกข้อมูลลงในแบบบันทึกข้อมูลที่สร้างขึ้น

                   3.3 แก้ไขข้อมูลในกรณีที่ตรวจสอบแล้วว่ามีข้อบกพร่องยังไม่ครบถ้วนหรือลงรายการผิด

          4. การวิเคราะห์ข้อมูล

                   4.1 นำข้อมูลทั้งหมดมาลงรหัสตามคู่มือการลงรหัสที่กำหนดไว้ จากนั้นนำข้อมูลทั้งหมดไปประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปสถิติทางสังคมศาสตร์ (Statistical Package for the Social Science / Personal Computer - SPSS /PC+)

                   4.2 วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่ และคำนวณค่าอัตราส่วนร้อยละของปริมาณ ผลงานวิจัย จำแนกตามสาขาวิชา ลักษณะ และประเภทของงานวิจัย แหล่งเงินทุน ชนิดของเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ลักษณะประชากร วิธีการเลือกและจำนวนกลุ่มตัวอย่าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลของงานวิจัย ปีที่สำเร็จการศึกษา

         1. นิสิตรุ่นหลังสามารถใช้ผลการศึกษานี้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเลือกหัวข้อที่จะ   ทำการวิจัยในอนาคต

         2. ใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารการศึกษาพยาบาลในการวางแผนปรับปรุงลักษณะงานวิจัยของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาในปัจจุบันและอนาคตต่อไป

         3. ช่วยให้ผู้ใช้บริการห้องสมุดสามารถเข้าถึงแหล่งสารสนเทศได้รวดเร็วและช่วยประหยัดเวลาในการค้นคว้า

         4. เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับค้นคว้าและอ้างอิงเกี่ยวกับการวิจัยทางการพยาบาลแก่นิสิต อาจารย์ และผู้สนใจอื่น ๆ

          1. จากผลงานวิจัยพบว่า สาขาวิชาบริหารการพยาบาล มีงานวิทยานิพนธ์มากกว่าสาขาวิชาการพยาบาลศึกษา คือ ร้อยละ 58.7 และ 41.3 ตามลำดับ ที่เป็นเช่นนี้เพราะคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มเปิดรับนิสิตปริญญาโทในสาขาวิชาการบริหารการพยาบาลรุ่นที่ 1 ในปี พ..2533 จำนวน 30 คน และเปิดรับนิสิตปริญญาโทในสาขาวิชาการพยาบาลศึกษา รุ่นที่ 1 ในปี พ.ศ.2534 จำนวน 30 คน

          2. ลักษณะงานวิจัย เป็นการวิจัยเชิงบรรยายมีจำนวนมากที่สุด ร้อยละ 66.2 รองลงมาเป็นการวิจัยเชิงทดลองหรือกึ่งทดลอง ร้อยละ 27.2 ซึ่งผลของการวิจัยสอดคล้องกับ ปราณี ทู้ไพเราะ (2536) พบว่า มีการวิจัยเชิงบรรยายมากถึงร้อยละ 65.56 รองลงมาคือ การวิจัยเชิงทดลองหรือกึ่งทดลอง ร้อยละ 34.44 จากผลการวิจัยดังกล่าวอาจเป็นเพราะการวิจัยเชิงบรรยายเป็นการวิจัยที่มีวิธีการไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน หากลุ่มประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างได้ง่ายกว่า จึงเหมาะสำหรับนิสิตที่เริ่มทำการวิจัยในเบื้องต้นหรือเป็นเรื่องแรก สำหรับการวิจัยเชิงทดลองหรือกึ่งทดลองนั้นมีจำนวนน้อยกว่า อาจมาจากสาเหตุจากความซับซ้อนในการวางแผนการวิจัย ข้อจำกัดในเรื่องเวลาที่ใช้ทดลอง รวมทั้งการควบคุมตัวแปรภายนอกทำได้ยาก

          3. ประเภทของงานวิจัยทางการพยาบาลศึกษาเมื่อจำแนกตามองค์ประกอบด้านการศึกษาพบว่าศึกษาเกี่ยวกับนิสิตมากที่สุด ร้อยละ 54.0 และรองลงมาศึกษาเกี่ยวกับวิธีการเรียนการสอนร้อยละ 52.4 อาจเนื่องมาจากผู้ทำวิจัยในสาขาการพยาบาลศึกษาส่วนใหญ่เป็นอาจารย์สอนนิสิตจึงมุ่งที่จะหาคำตอบ เพื่อนำไปแก้ปัญหาเกี่ยวกับตัวนิสิตและวิธีการสอนของตน และเมื่อจำแนกตามองค์ประกอบด้านการบริการพบว่า ศึกษาเกี่ยวกับบุคลากรมากที่สุด ร้อยละ 60.3 รองลงมาศึกษาเกี่ยวกับระบบการปฏิบัติการ ร้อยละ 57.0 ทั้งนี้เนื่องจากการวิจัยในสาขาการบริหารการพยาบาล ผู้วิจัยส่วนใหญ่อยู่ในระดับหัวหน้าตึก หรือระดับผู้บริหารระดับต้น จึงทำให้สนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับตัวบุคคลก่อนแล้วจึงค่อยๆ นำไปสู่ระบบการปฏิบัติการต่อไป ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับการวิจัยของ ปราณี ทู้ไพเราะ (2536) พบว่ามีการศึกษาเกี่ยวกับนักศึกษามากที่สุด ร้อยละ 46.15 รองลงมาศึกษาเกี่ยวกับวิธีการเรียนการสอน ร้อยละ 23.08 และในด้านการบริหารพบว่าศึกษาเกี่ยวกับบุคลากรมากที่สุด ร้อยละ 33.82 รองลงมาศึกษาเกี่ยวกับระบบการปฏิบัติการร้อยละ 22.06

           4. ทุนสนับสนุนการวิจัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นทุนส่วนตัวมากที่สุด ร้อยละ 89.50 รองลงมาเป็นทุนบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร้อยละ 59.0 เนื่องจากนิสิตส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในการหาแหล่งทุนสนับสนุน โดยจะเห็นว่าจากทุนจาก ส... มีเพียงร้อยละ .03 เท่านั้น

           5. วิธีดำเนินการวิจัยพบว่าเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนใหญ่ใช้แบบสอบถามร้อยละ 76.10 รองลงมาคือ แบบสัมภาษณ์ ร้อยละ 19.7 สอดคล้องกับผลการวิจัยของ บราวน์ และคณะ (Brown, et al 1994 : 30) ทั้งนี้อาจจะเนื่องจากผลการวิจัยที่พบว่าวิทยานิพนธ์ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยเชิงบรรยายแบบสำรวจและเปรียบเทียบ ข้อมูลที่ต้องการในการวิจัยชนิดนี้มักจะได้จากการสอบถามบุคคล โดยเฉพาะการถามเกี่ยวกับทัศนคติ หรือข้อเท็จจริงบางอย่าง ซึ่งผู้ให้ข้อมูลแต่ละคนอยู่กระจายในเขตพื้นที่ต่างๆ จำเป็นจะต้องใช้แบบสอบถามเพราะเป็นวิธีที่ง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อนรวมทั้งประหยัดค่าใช้จ่าย แรงงาน และเวลามากกว่าวิธีอื่น (ยุวดี ฦาชา 253 : 126)  ส่วนสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนใหญ่ใช้สถิติร้อยละ สัดส่วน ร้อยละ 88.5 รองลงมาเป็นการวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง ร้อยละ 80.7 ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบของงานวิจัยซึ่งต้องใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลหลายๆ ลักษณะรวมกัน (แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์ข้อมูลไม่ซับซ้อนส่วนใหญ่จึงใช้เพียงหาค่าร้อยละ ลักษณะประชากรส่วนใหญ่เป็นพยาบาลประจำการ ร้อยละ 42.0 ทั้งนี้อาจจะเนื่องจากวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตสาขาวิชาการพยาบาลส่วนใหญ่เป็นการวิจัยด้านการปฏิบัติการพยาบาล ซึ่งเมื่อจำแนกตามประโยชน์ที่มีต่องานด้านสุขภาพอนามัยแล้วพบว่า ส่วนใหญ่เป็นวิทยานิพนธ์ที่มีประโยชน์ต่องานด้านการรักษาพยาบาล ดังนั้นกลุ่มประชากรที่ต้องเกี่ยวข้องในการศึกษาจึงได้แก่ผู้ให้บริการ คือ พยาบาล โดยเก็บข้อมูลในพยาบาลมากที่สุด ร้อยละ 62.0 และกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนมาก ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 54.4 ซึ่งสอดคล้องกับเครื่องมือที่ใช้กับแบบสอบถาม การเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยอาศัยความน่าจะเป็นร้อยละ 62.0 ซึ่งใช้แบบง่ายมากที่สุดร้อยละ 32.8 อาจเป็นเพราะนิสิตส่วนใหญ่ยังขาดประสบการณ์ในการวิจัย ดังนั้นจึงใช้แบบสอบถามและการหาค่าร้อยละเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นการวิจัยที่มีวิธีการ ไม่ซับซ้อน จึงเลือกวิธีการอาศัยความน่าจะเป็นแบบง่าย

          6. ปีที่สำเร็จการศึกษาพบว่า ปริมาณวิทยานิพนธ์ทางการพยาบาลของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในประเทศไทย ปี พ..2536-2542 จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น คือ มีจำนวน 15 20 27 90 (ในปี2536 2537 2538 2539) ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนนักศึกษาที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ในปี2540 2541 2542 จำนวนนิสิตที่สำเร็จการศึกษามีจำนวนลดลง คือ 55 45 53 อาจเนื่องจากมีสถาบันอื่น เปิดรับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาในสาขาการบริหารการพยาบาลและสาขาการพยาบาลศึกษาเพิ่มขึ้น จึงทำให้จำนวนนิสิตที่จบ ในปีดังกล่าวมีจำนวนลดลง

          ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิทยานิพนธ์เฉพาะของมหาบัณฑิตสาขาวิชาการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเท่านั้น ในโอกาสต่อไปควรทำการศึกษาวิทยานิพนธ์ของมหาบัณฑิตในสาขาวิชาอื่นที่ศึกษาในปัญหาทางการพยาบาล ตลอดจนงานวิจัยทางการพยาบาลอื่นๆ ที่มิใช่วิทยานิพนธ์ เช่น งานวิจัยของอาจารย์ในสถาบันการศึกษา งานวิจัยของหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น

กอบกุล  พันธ์เจริญวรกุล และคณะ.  2530.  การสำรวจผลงานวิจัยทางการพยาบาลในประเทศไทย.  กรุงเทพฯ : คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัย.

ไข่มุก  วิเชียรเจริญ และคณะ.  2535.  การสำรวจผลงานวิจัยทางการพยาบาลในระหว่าง พ..2530-2532.  กรุงเทพฯ : คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

ปราณี  ทู้ไพเราะ และคณะ.  2536.   การสำรวจผลงานวิจัยทางการพยาบาลของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในประเทศไทย พ..2532-2535.  กรุงเทพฯ : คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

ยุวดี  ฦาชา และคณะ.  2534.  วิจัยทางการพยาบาล.   พิมพ์ครั้งที่ 4.  กรุงเทพฯ : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.

วิจิตร ศรีสุพรรณ และเทียมศร ทองสวัสดิ์.  2528.  การวิจัยทางการพยาบาล.  กรุงเทพฯ : คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

เอื้อมพร  ทองกระจาย และเพชรไสว เลียงจินดาถาวร.  2527.  การวิจัยทางการพยาบาลในประเทศไทย : บทวิเคราะห์ความเป็นมาและแนวโน้มในรอบสิบปี.  วารสารพยาบาล.  33 (..-..) : 235-242.

Abdellah, F. G. and Levine, E.  1971.  Better patient care through nursing research.  7th ed.  New York : The Macmillan.

Brown, Irene Myrtle.  1994.  Research in the development of nursing theory.  Nursing Research.  13 (2) : 109-112.

Burns, N. and Grove, K. S.  1987.  The practice of nursing research : concept, critique, and utilization.  2 nd ed.  Philadelphia : W. B. Saunders.

Parse, R.  1995.   Building the realm of nursing knowledge.  Nursing Science Quarterly.  8 (2) : 51.

Polit, D. F. and Hungler, B. P.  1991.  Nursing research : principle and method.   4th ed.  New York : Lippincott.

Treece, E. W. and Treece, J. W.  1977.  Elements of research in nursing.  St. Louis : Mosby.

Vereeland, E.M.  1964.  Nursing research program of the public health survive.  American Journal of Nursing.  13 (Spring) : 149-158.